แปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลีย ต้องใช้ NAATI ทุกกรณีจริงไหม?

แปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลีย ต้องใช้ NAATI ทุกกรณีจริงไหม?

🇦🇺 Australia Visa Translation 2026
แปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลีย ต้องใช้ NAATI ทุกกรณีจริงไหม?

เช็กกฎ Home Affairs ล่าสุด งานแปลที่ทำในไทยกับออสเตรเลียต่างกันอย่างไร? คำแปลไม่ใช่ NAATI ใช้ยื่น Subclass 600, 500, 309 และวีซ่าทักษะได้ไหม พร้อมวิธีตรวจผู้แปลและเตรียมไฟล์ ImmiAccount

📅 ตรวจข้อมูลล่าสุด: 27 ตุลาคม 2569 ✍️ ไชยภัทร พรหมบริรักษ์ ⏱ อ่านประมาณ 13 นาที

สมมติว่าคุณกำลังขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลียจากประเทศไทย มีทะเบียนสมรสภาษาไทยที่ต้องใช้ประกอบคำร้อง และได้รับใบเสนอราคางานแปลสองแบบ แบบแรกเป็นคำแปลภาษาอังกฤษจากสำนักงานแปลในไทย อีกแบบเป็นคำแปลจากนักแปลที่ถือใบรับรอง NAATI ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่างกัน

เมื่อถามว่าแบบไหนใช้ยื่นวีซ่าได้ กลับได้รับคำตอบไม่ตรงกัน บางแห่งบอกว่า “เอกสารยื่นออสเตรเลียทุกใบต้องมีตรา NAATI เท่านั้น” ขณะที่บางแห่งบอกว่าแปลในไทยได้โดยไม่ต้องใช้ NAATI

ความจริงคือ Australian Department of Home Affairs แยกข้อกำหนดตามสถานที่ที่จัดทำคำแปล ไม่ได้บังคับ NAATI กับงานแปลที่ทำจากทุกประเทศในรูปแบบเดียวกัน

ถ้าแปลในออสเตรเลีย ต้องใช้ผู้แปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI แต่ถ้าแปลนอกออสเตรเลีย เช่น ประเทศไทย ผู้แปลไม่จำเป็นต้องถือ NAATI โดยต้องใส่ข้อมูลประจำตัวและคุณสมบัติของผู้แปลให้ครบตามเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกจุดที่ควรระวัง คือ คำแปลที่ Home Affairs ยอมรับตามกฎทั่วไป อาจไม่ใช่รูปแบบเดียวกับที่หน่วยงานประเมินทักษะ สภาวิชาชีพ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรอื่นกำหนด จึงต้องรู้ก่อนว่าเอกสารฉบับนั้นจะส่งให้ใคร

เจ้าหน้าที่กำลังจัดเรียงเอกสารและตรวจข้อมูลบนโต๊ะทำงานข้างโน้ตบุ๊ก
✅ คำตอบสั้น ๆ: วีซ่าออสเตรเลียต้องใช้ NAATI ทุกกรณีไหม?

ไม่จำเป็นต้องใช้ NAATI ทุกกรณี ตามข้อกำหนดทั่วไปของ Australian Department of Home Affairs สำหรับเอกสารประกอบวีซ่าที่เกี่ยวข้อง

กรณีที่ 1 — แปลในออสเตรเลีย: ผู้แปลต้องได้รับการรับรองจาก National Accreditation Authority for Translators and Interpreters (NAATI)

กรณีที่ 2 — แปลนอกออสเตรเลีย เช่น ประเทศไทย: ผู้แปลไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรอง NAATI แต่บนคำแปลแต่ละฉบับต้องมี ชื่อเต็ม ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ คุณสมบัติและประสบการณ์ด้านภาษาของผู้แปล โดยแสดงข้อมูลเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ

ผู้สมัครต้องเตรียม ทั้งเอกสารต้นฉบับที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษและคำแปลภาษาอังกฤษ ตามข้อกำหนดของวีซ่า

ข้อสำคัญ: หากเอกสารจะใช้กับหน่วยงานอื่นนอกจาก Home Affairs ต้องตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานนั้นแยกต่างหาก เพราะบางองค์กรอาจระบุให้ใช้ NAATI แม้งานแปลจัดทำจากต่างประเทศ

📌 ข้อมูลนี้มาจาก Home Affairs โดยตรง

หน้าข้อกำหนดสำหรับ Visitor Visa Subclass 600, Student Visa Subclass 500 และ Partner Visa Subclass 309 ของรัฐบาลออสเตรเลีย ระบุหลักการแยกผู้แปลในออสเตรเลียกับผู้แปลนอกประเทศไว้อย่างชัดเจน

อ่านจาก Home Affairs — Visitor Visa Subclass 600: Prepare Your Documents

📄 มีเอกสารภาษาไทยที่ต้องแปลยื่นออสเตรเลีย แต่ไม่แน่ใจว่าต้องใช้ NAATI หรือไม่?

แจ้งประเภทวีซ่า รายการเอกสาร และสถานที่จัดทำคำแปลให้ Co Journey Visa ช่วยจัด Checklist และตรวจข้อมูลผู้แปลที่ควรมี ก่อนจ่ายค่าบริการแปลหรือรับรองเพิ่มเติม

📱 สอบถามเอกสารแปลวีซ่าออสเตรเลีย

1. NAATI คืออะไร? ทำไมการแปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลียจึงเกี่ยวข้องกับ NAATI?

NAATI ย่อมาจาก National Accreditation Authority for Translators and Interpreters เป็นองค์กรในออสเตรเลียที่ทำหน้าที่รับรองคุณสมบัติผู้แปลและล่าม

หน้าที่ของ NAATI คือประเมินและรับรองความสามารถของบุคคล ไม่ใช่เป็นหน่วยงานรัฐที่รับแปลเอกสารให้ประชาชนโดยตรง

ผู้ที่ต้องการใช้บริการแปลสามารถค้นหานักแปลที่มีคุณสมบัติผ่านระบบรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพของ NAATI แล้วติดต่อผู้แปลหรือสำนักงานแปลที่ให้บริการเอง

Certified Translator กับ Interpreter ต่างกันอย่างไร?

Translator ทำงานแปลข้อความหรือเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วน Interpreter ทำหน้าที่ล่ามแปลการพูดหรือภาษามือ

หากต้องแปลสูติบัตร ทะเบียนสมรส หรือเอกสารบริษัท ควรตรวจคุณสมบัติผู้แปลเอกสาร ไม่ใช่ดูเพียงว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติด้านล่ามประเภทใดประเภทหนึ่ง

NAATI รับรองภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษอย่างไร?

ผู้แปลที่มีคุณสมบัติ NAATI จะมีข้อมูลเกี่ยวกับประเภทคุณสมบัติและทิศทางภาษาที่ได้รับการรับรอง เช่น Thai to English

การมีคุณสมบัติด้านภาษาอังกฤษไปภาษาไทยไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าผู้แปลได้รับการรับรองอีกทิศทางหนึ่ง จึงควรตรวจรายละเอียดภาษาที่ตรงกับงานก่อนว่าจ้าง

⚠️ NAATI ไม่ใช่ตราที่ใครก็สามารถนำไปใส่เอกสารได้

หากผู้ให้บริการแจ้งว่าคำแปลเป็น NAATI ควรสามารถระบุตัวผู้แปลและข้อมูลคุณสมบัติที่ตรวจสอบกับองค์กร NAATI ได้

ไม่ควรใช้เพียงภาพโลโก้หรือตราที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับผู้แปลที่ได้รับการรับรองจริง

อ่านคำอธิบายจาก NAATI — Frequently Asked Questions

2. แปลเอกสารในไทยกับในออสเตรเลีย ต่างกันอย่างไร? กฎนี้ดูจากประเทศที่ผู้สมัครยื่นหรือไม่?

จุดสำคัญอยู่ที่สถานที่ซึ่งผู้แปลจัดทำงาน ไม่ใช่สัญชาติของผู้สมัครเพียงอย่างเดียว

Home Affairs ใช้ถ้อยคำแยกระหว่าง Translators in Australia และ Translators outside Australia ซึ่งทำให้ข้อกำหนดเรื่อง NAATI แตกต่างกัน

แปลในออสเตรเลีย

🇦🇺 ต้องใช้ผู้แปล NAATI

ผู้แปลที่จัดทำคำแปลในออสเตรเลียต้องได้รับการรับรองจาก NAATI และควรมีข้อมูล Practitioner Number ตามที่ Home Affairs กำหนด

แปลนอกออสเตรเลีย

🇹🇭 ไม่บังคับ NAATI โดยทั่วไป

หากจัดทำคำแปลในไทย ผู้แปลไม่จำเป็นต้องถือ NAATI แต่ต้องใส่ชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ คุณสมบัติ และประสบการณ์ด้านภาษาบนคำแปล

ยื่นวีซ่าจากประเทศไทย แต่จ้างนักแปลที่อยู่ในซิดนีย์ ต้องใช้ NAATI หรือไม่?

หากผู้แปลจัดทำงานอยู่ในออสเตรเลีย ควรใช้เกณฑ์ผู้แปลในออสเตรเลียตาม Home Affairs แม้ผู้สมัครจะอาศัยและยื่นคำร้องจากประเทศไทย

ดังนั้น ก่อนเลือกผู้ให้บริการควรถามให้ชัดว่า “ผู้แปลที่รับผิดชอบงานอยู่ที่ประเทศใด และมีคุณสมบัติอะไร?”

ถ้าจ้างบริษัทแปลในไทย แต่ส่งงานให้คนในออสเตรเลียทำล่ะ?

กรณีนี้ไม่ควรตัดสินจากที่ตั้งสำนักงานที่รับเงินหรือรับเอกสารอย่างเดียว ควรให้ผู้ให้บริการยืนยันว่าใครเป็นผู้แปลจริงและทำงานจากที่ใด

เพราะ Home Affairs ใช้เงื่อนไขกับผู้แปล ไม่ใช่เพียงชื่อประเทศบนใบเสร็จของบริษัท

ถ้าผู้แปลในไทยมี NAATI อยู่แล้ว ใช้ได้ไหม?

ผู้แปลที่มีคุณสมบัติ NAATI และทำงานจากประเทศไทยอาจจัดทำคำแปลได้เช่นกัน แต่ควรตรวจคุณสมบัติให้ตรงกับทิศทางภาษาและข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร

ข้อความว่า “นอกออสเตรเลียไม่จำเป็นต้องมี NAATI” ไม่ได้หมายความว่าห้ามใช้ผู้แปล NAATI

✅ วิธีจำที่ถูกต้อง

แปลในออสเตรเลีย → NAATI

แปลนอกออสเตรเลีย → ไม่บังคับ NAATI ตามเกณฑ์ทั่วไปของ Home Affairs แต่ต้องมีข้อมูลผู้แปลครบ

ส่งให้หน่วยงานอื่น → ตรวจกฎของหน่วยงานนั้นเพิ่ม

3. ตารางเปรียบเทียบวีซ่าท่องเที่ยว 600 นักเรียน 500 คู่ครอง 309 และ Skilled Visa ต้องใช้ NAATI ไหม?

หลักเกณฑ์ของ Home Affairs ที่ตรวจสอบพบในเดือนตุลาคม 2569 ใช้แนวทางสอดคล้องกันในหลายประเภทคำร้อง โดยแยกสถานที่จัดทำคำแปลเป็นหลัก

ประเภทวีซ่า แปลในออสเตรเลีย แปลในไทย ประเด็นเพิ่มเติม
Visitor Visa
Subclass 600
ใช้ผู้แปล NAATI ไม่บังคับ NAATI แต่ต้องมีข้อมูลผู้แปลตามเกณฑ์ แนบต้นฉบับและคำแปล พร้อมตรวจรายการเอกสารใน Stream ที่สมัคร
Student Visa
Subclass 500
ใช้ผู้แปล NAATI ไม่บังคับ NAATI แต่ต้องมีข้อมูลผู้แปลตามเกณฑ์ ตรวจ Document Checklist ใน ImmiAccount และข้อกำหนดจากสถานศึกษาแยกกัน
Partner Visa
Subclass 309
ใช้ผู้แปล NAATI ไม่บังคับ NAATI แต่ต้องมีข้อมูลผู้แปลตามเกณฑ์ เอกสารความสัมพันธ์ ชื่อ และข้อมูลครอบครัวต้องสอดคล้องกัน
Skilled Visa
เช่น 189 / 190
มีข้อกำหนดเลข NAATI Practitioner Number ใช้ชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ และคุณสมบัติผู้แปลตามเกณฑ์ Home Affairs ต้องตรวจหน่วยงานประเมินทักษะเพิ่มเติม เพราะอาจมีกฎเอกสารของตัวเอง

↔ เลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้บนมือถือ

วีซ่าท่องเที่ยวออสเตรเลีย Subclass 600

ผู้สมัครที่ยื่นจากไทยสามารถใช้คำแปลจากผู้แปลนอกออสเตรเลียที่ไม่ใช่ NAATI ได้ หากคำแปลมีข้อมูลผู้แปลตามเกณฑ์ Home Affairs และมีความถูกต้องครบถ้วน

หน้าขั้นตอน Visitor Visa ยังระบุให้แนบทั้งเอกสารต้นฉบับและคำแปลภาษาอังกฤษ

วีซ่านักเรียนออสเตรเลีย Subclass 500

Home Affairs ระบุหลักการเดียวกันสำหรับ Student Visa โดยต้องแปลเอกสารสนับสนุนที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ และคำแปลนอกออสเตรเลียไม่จำเป็นต้องใช้ NAATI ตามเกณฑ์ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากสถาบันการศึกษากำหนดรูปแบบคำแปลสำหรับการสมัครเรียนหรือการประเมินคุณสมบัติไว้ต่างหาก ต้องตรวจข้อกำหนดของสถาบันนั้นด้วย

วีซ่าคู่ครองออสเตรเลีย Subclass 309

คำแนะนำสำหรับ Partner Visa ที่ยื่นจากนอกออสเตรเลียระบุว่า ผู้แปลในออสเตรเลียต้องมี NAATI ส่วนคำแปลที่ทำจากภายนอกประเทศไม่จำเป็นต้องมี NAATI แต่ต้องระบุข้อมูลผู้แปลครบ

ประเด็นสำคัญของเอกสารกลุ่มนี้คือความสอดคล้องระหว่างทะเบียนสมรส ใบเปลี่ยนชื่อ สูติบัตร และเอกสารประวัติความสัมพันธ์

วีซ่าทักษะ Skilled Visa

หน้า Check Twice, Submit Once ของ Home Affairs สำหรับ Skilled Visa ระบุว่า หากแปลในออสเตรเลียให้ใส่เลข NAATI Practitioner Number แต่หากแปลนอกออสเตรเลียให้ระบุชื่อเต็ม ที่อยู่ โทรศัพท์ และคุณสมบัติผู้แปล

ทั้งนี้การประเมินทักษะโดยองค์กรภายนอกอาจมีกฎแยกจาก Home Affairs จึงควรตรวจองค์กรที่ออก Skills Assessment ด้วย

📌 แหล่งข้อมูลทางการของแต่ละประเภทวีซ่า

Visitor Visa Subclass 600

Student Visa Subclass 500

Partner Visa Subclass 309

Home Affairs — Applying for a Skilled Visa

4. หากใช้สำนักงานแปลในประเทศไทย คำแปลยื่นวีซ่าออสเตรเลียต้องมีข้อมูลผู้แปลอะไรบ้าง?

นี่เป็นส่วนที่ผู้สมัครควรตรวจให้ละเอียด เพราะการได้รับยกเว้นข้อกำหนด NAATI สำหรับผู้แปลนอกออสเตรเลีย ไม่ได้หมายความว่าสามารถยื่นคำแปลโดยไม่มีข้อมูลผู้แปลได้

Home Affairs ระบุให้ผู้แปลนอกออสเตรเลียใส่ข้อมูลต่อไปนี้บน คำแปลแต่ละฉบับ และข้อมูลต้องเป็นภาษาอังกฤษ

รายการที่ 1

👤 ชื่อเต็ม

Full Name ของผู้แปลที่รับผิดชอบคำแปล เพื่อให้ตรวจสอบตัวบุคคลได้

รายการที่ 2

🏢 ที่อยู่

Address ของผู้แปลตามข้อมูลจริง ไม่ใช่เพียงชื่อประเทศโดยไม่มีรายละเอียด

รายการที่ 3

📞 เบอร์โทรศัพท์

Telephone Number ที่สามารถใช้ติดต่อผู้แปลได้

รายการที่ 4

🎓 คุณสมบัติและประสบการณ์

Qualifications and Experience in the Language Being Translated

แค่มีตราบริษัทแปลเพียงพอหรือไม่?

ไม่ควรถือว่าเพียงพอโดยอัตโนมัติ เพราะเกณฑ์ของ Home Affairs ระบุข้อมูลของผู้แปลอย่างชัดเจน

หากใบแปลมีเพียงโลโก้หรือชื่อสำนักงานแปล แต่ไม่แสดงชื่อเต็มผู้แปล ที่อยู่ โทรศัพท์ และคุณสมบัติที่กำหนด ควรขอให้ผู้ให้บริการจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมก่อนส่งคำร้อง

ข้อมูลผู้แปลต้องใส่ทุกหน้า หรือทุกฉบับ?

Home Affairs ใช้คำว่า On Each Translation ซึ่งหมายถึงข้อมูลต้องปรากฏบนคำแปลแต่ละฉบับที่ใช้ประกอบคำร้อง

หากมีทั้งทะเบียนสมรส ใบเปลี่ยนชื่อ และสูติบัตร ควรจัดให้แต่ละคำแปลสามารถตรวจสอบผู้แปลได้ ไม่ควรคิดว่าใส่ข้อมูลไว้ท้ายเอกสารเพียงใบเดียวจะครอบคลุมทุกไฟล์โดยอัตโนมัติ

ต้องมีลายเซ็นผู้แปลทุกกรณีไหม?

หน้าข้อกำหนด Home Affairs สำหรับคำแปลนอกออสเตรเลียที่ตรวจสอบ ระบุชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ คุณสมบัติ และประสบการณ์ด้านภาษาเป็นรายการหลัก โดยไม่ได้ระบุลายเซ็นไว้ในชุดข้อมูลนี้สำหรับทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม ผู้แปลอาจจัดทำคำรับรองพร้อมลายเซ็นเพิ่มเติมเพื่อแสดงความรับผิดชอบ และหากผู้รับเอกสารอื่นกำหนดให้ลงลายเซ็น ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น

⚠️ ไม่บังคับ NAATI ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีผู้แปลจริง

คำแปลที่ไม่มีชื่อหรือข้อมูลติดต่อผู้รับผิดชอบ อาจไม่ตรงตามรายการข้อมูลผู้แปลที่ Home Affairs กำหนด แม้ข้อความภาษาอังกฤษจะอ่านเข้าใจได้ก็ตาม

5. ตัวอย่างส่วนข้อมูลผู้แปลสำหรับงานแปลในประเทศไทย เพื่อใช้ยื่นวีซ่าออสเตรเลีย

ตัวอย่างนี้เป็นโครงสร้างสำหรับตรวจสอบว่าคำแปลจากผู้ให้บริการมีองค์ประกอบใดบ้าง ไม่ใช่แบบฟอร์มที่ Home Affairs ออกให้ และไม่ใช่คำรับรองของผู้แปลจริง

TRANSLATOR INFORMATION
Translated Document: [ชื่อเอกสาร]
Source Language: Thai
Target Language: English
Translator's Full Name: [ชื่อและนามสกุลผู้แปลจริง]
Address: [ที่อยู่จริงของผู้แปล]
Telephone Number: [หมายเลขโทรศัพท์]
Qualifications: [วุฒิการศึกษา การฝึกอบรม หรือคุณสมบัติด้านภาษาที่มีจริง]
Translation Experience: [ประสบการณ์ด้านการแปลภาษาที่มีจริง]
Translation Statement: [คำยืนยันความถูกต้องจากผู้แปล เมื่อจัดทำตามข้อกำหนดหรือบริการที่ตกลง]
Date / Signature: [ระบุเมื่อเกี่ยวข้องและผู้แปลลงนามจริง]
📌 ส่วนใดเป็นข้อกำหนดหลัก และส่วนใดเป็นข้อมูลเพิ่มเติม?

ข้อมูลหลักที่ Home Affairs ระบุสำหรับผู้แปลนอกออสเตรเลีย: ชื่อเต็ม ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ คุณสมบัติ และประสบการณ์ด้านภาษา โดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษบนคำแปลแต่ละฉบับ

ข้อมูลเพิ่มเติมในตัวอย่าง: ชื่อเอกสาร คำรับรอง วันที่ และลายเซ็น สามารถช่วยให้เอกสารตรวจสอบง่ายขึ้น แต่ไม่ควรอ้างว่าทุกช่องเป็นข้อบังคับจาก Home Affairs สำหรับทุกคำร้อง

ผู้แปลต้องจบปริญญาด้านภาษาโดยตรงไหม?

หน้าข้อกำหนดที่ตรวจสอบระบุให้แจ้งคุณสมบัติและประสบการณ์ด้านภาษา แต่ไม่ได้แจกแจงว่าผู้แปลนอกออสเตรเลียทุกคนต้องมีปริญญาสาขาภาษาโดยตรง

ผู้ให้บริการจึงควรระบุคุณสมบัติจริงที่เกี่ยวข้อง และผู้สมัครควรพิจารณาความเหมาะสมของผู้แปลกับประเภทเอกสาร เช่น เอกสารกฎหมายหรือเอกสารทางการเงินที่มีคำศัพท์เฉพาะ

6. จะเลือกคำแปล NAATI หรือคำแปลจากสำนักงานในไทยดี? ใช้ 4 คำถามตัดสินใจ

ก่อนจ้างแปล สามารถลดความสับสนได้ด้วยการตรวจคำถามสี่ข้อให้ครบ

1

เอกสารจะส่งให้หน่วยงานใด?
หากส่ง Home Affairs ให้ตรวจเกณฑ์ของวีซ่าที่สมัคร แต่หากส่งหน่วยงานประเมินทักษะหรือมหาวิทยาลัย ต้องตรวจ Checklist ขององค์กรนั้นโดยตรง

2

ผู้แปลจัดทำคำแปลในประเทศใด?
หากอยู่ในออสเตรเลีย ต้องใช้ผู้แปลที่เข้าเกณฑ์ NAATI แต่หากทำในประเทศไทยใช้ข้อกำหนดผู้แปลนอกออสเตรเลียตาม Home Affairs

3

หน่วยงานปลายทางระบุ NAATI ไว้เฉพาะหรือไม่?
หากองค์กรที่รับเอกสารกำหนดให้ใช้ผู้แปล NAATI โดยตรง ควรทำตามข้อกำหนดนั้น แม้กฎทั่วไปของ Home Affairs จะยืดหยุ่นกว่า

4

คำแปลที่จะได้รับมีข้อมูลครบหรือไม่?
ตรวจชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ คุณสมบัติ ประสบการณ์ด้านภาษา และข้อมูลรับรองอื่นตามประเภทคำร้องก่อนชำระค่าบริการ

✅ ผลลัพธ์จากการตัดสินใจ

กรณีแปลในไทยเพื่อ Home Affairs และไม่มีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม: คำแปลจากผู้แปลในไทยที่มีข้อมูลตามเกณฑ์อาจเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อบริการ NAATI เพิ่ม

กรณีแปลในออสเตรเลีย: ใช้ผู้แปลที่ได้รับการรับรอง NAATI

กรณีมีหลายหน่วยงานรับเอกสาร: ตรวจทุกหน่วยงานก่อนเลือกบริการ เพื่อไม่ต้องแปลใหม่ภายหลัง

เอกสารธุรกิจและแว่นขยายวางบนโต๊ะทำงานพร้อมโน้ตบุ๊ก สื่อถึงการตรวจความถูกต้องของคำแปล

7. วิธีตรวจว่าผู้แปลมี NAATI จริงหรือไม่? เช็กเลข CPN และตราดิจิทัล

หากเลือกใช้บริการ NAATI ไม่ควรตรวจเพียงตราประทับที่ปรากฏใน PDF เพราะ NAATI มีระบบตรวจสอบผู้ประกอบวิชาชีพโดยตรง

ผู้แปลที่ได้รับการรับรองจะมี Certified Practitioner Number (CPN) ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลในระบบทางการของ NAATI

วิธีตรวจสอบทีละขั้นตอน

1

ขอเลข CPN ของผู้แปล
เลข CPN มีความยาว 9 ตัวอักษรและขึ้นต้นด้วย CPN ตามรูปแบบของ NAATI

2

เปิดเว็บไซต์ตรวจคุณสมบัติทางการ
ไปที่ directory.naati.com.au/check-a-naati-certification/

3

กรอกเลข CPN และตรวจข้อมูล
ตรวจชื่อผู้แปล สถานะคุณสมบัติ และรายละเอียดที่แสดงในระบบ

4

ตรวจทิศทางภาษา
ยืนยันว่าคุณสมบัติของผู้แปลครอบคลุมงานที่ต้องการ เช่น Thai to English

5

ตรวจตราหรือ QR Code เมื่อมี
ตราดิจิทัล NAATI บางรูปแบบมี QR Code สำหรับตรวจสอบข้อมูลของผู้แปลและตราที่ออก

🔎 ตรวจคุณสมบัติ NAATI ผ่านเว็บไซต์ทางการ

เลข NAATI หมดอายุแล้ว คำแปลเก่ายังใช้ได้หรือไม่?

NAATI อธิบายว่า หากผู้แปลจัดทำคำแปลในช่วงที่มีคุณสมบัติรับรองที่ยังใช้งานอยู่ คำแปลนั้นไม่หมดอายุโดยอัตโนมัติเพียงเพราะใบรับรองผู้แปลหมดอายุในภายหลัง

แต่ถ้าจะสั่งแปลเอกสารใหม่ ต้องตรวจว่าผู้แปลมีคุณสมบัติปัจจุบันที่เหมาะกับงานหรือไม่

ทั้งนี้ เอกสารต้นฉบับบางประเภทอาจต้องเป็นข้อมูลล่าสุดตามกฎของหน่วยงานที่รับ แม้คำแปลเก่าจะไม่หมดอายุตามระบบ NAATI ก็ตาม

⚠️ ระวังการใช้ตรา NAATI ที่ไม่ได้รับอนุญาต

หากมีผู้เสนอให้เพิ่มภาพตรา NAATI ลงบนคำแปลเดิมโดยไม่มีนักแปลที่ได้รับการรับรองเป็นผู้รับผิดชอบงานจริง ไม่ควรใช้วิธีดังกล่าว

การตรวจเลข CPN และข้อมูลกับระบบทางการช่วยแยกผู้แปลที่ตรวจสอบได้จากการใช้ตราหรือข้อความรับรองที่ไม่มีหลักฐานรองรับ

อ้างอิง: NAATI — Practitioner Identification

8. NAATI, Certified Copy, Notary Public และรับรองเอกสารกงสุล เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่?

ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และการเข้าใจผิดในจุดนี้อาจทำให้ผู้สมัครเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น

ประเภท หน้าที่ เกี่ยวข้องกับคำแปลอย่างไร
NAATI Translation คำแปลโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติ NAATI ตามทิศทางภาษาที่เกี่ยวข้อง ใช้เมื่อเกณฑ์กำหนดหรือผู้สมัครเลือกใช้
Overseas Translation คำแปลที่จัดทำนอกออสเตรเลียพร้อมข้อมูลผู้แปลตามเกณฑ์ อาจใช้กับ Home Affairs โดยไม่ต้องเป็น NAATI เมื่อไม่มีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม
Certified Copy สำเนาที่ผู้มีอำนาจรับรองว่าตรงกับต้นฉบับ ไม่ใช่การรับรองความถูกต้องด้านภาษาโดยตัวมันเอง
Notarial Certification การรับรองตามอำนาจหรือขั้นตอนของผู้มีอำนาจรับรองเอกสาร ไม่ได้แทนการแปลหรือคุณสมบัติ NAATI โดยอัตโนมัติ
Consular Legalization การรับรองเอกสารหรือลายมือชื่อผ่านกระบวนการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องตรวจว่าหน่วยงานผู้รับต้องการหรือไม่

↔ เลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้บนมือถือ

ต้องทำสำเนารับรองหรือ Certified Copy ทุกฉบับไหม?

หน้าขั้นตอนการเตรียมเอกสารสำหรับ Visitor Visa Subclass 600 ของ Home Affairs ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องให้เอกสารผ่านการรับรองสำเนา เว้นแต่หน่วยงานร้องขอ

แนวทาง Student Visa Subclass 500 และ Partner Visa บางประเภทก็มีข้อความลักษณะเดียวกัน

แต่ข้อกำหนดของกระบวนการอื่น เช่น Citizenship หรือองค์กรวิชาชีพ อาจต่างกัน จึงไม่ควรนำข้อความดังกล่าวไปใช้กับทุกหน่วยงาน

ต้องรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลไทยไหม?

ไม่ควรสรุปว่าคำแปลยื่นวีซ่าออสเตรเลียทุกฉบับต้องผ่านกรมการกงสุลไทย เพราะข้อกำหนดการแปลของ Home Affairs กับขั้นตอน รับรองเอกสารกงสุล เป็นคนละเรื่อง

ควรตรวจว่าผู้รับเอกสารต้องการเพียงคำแปลและต้นฉบับ หรือกำหนดการรับรองเอกสารประเภทอื่นเพิ่มเติมจริง

✅ ก่อนเสียค่ารับรองเพิ่มเติม

ขอให้ผู้ให้บริการระบุว่า ขั้นตอนนั้นเป็นข้อกำหนดของหน่วยงานใด และใช้กับประเภทคำร้องที่คุณกำลังยื่นจริงหรือไม่

9. เอกสารภาษาไทยอะไรบ้างที่ควรเตรียมแปลสำหรับวีซ่าออสเตรเลีย?

Home Affairs ระบุให้ส่งคำแปลภาษาอังกฤษสำหรับเอกสารที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษและนำมาใช้สนับสนุนคำร้อง

แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครต้องนำเอกสารทุกชนิดที่มีอยู่ไปแปลทั้งหมด ควรเลือกเอกสารจาก Checklist และข้อเท็จจริงของประเภทวีซ่าก่อน

เอกสาร ใช้ในสถานการณ์ใด จุดที่ต้องตรวจเมื่อแปล
สูติบัตร พิสูจน์ความสัมพันธ์พ่อแม่และบุตร ชื่อบิดามารดา วันเกิด และเลขทะเบียน
ทะเบียนสมรส หลักฐานความสัมพันธ์ของคู่สมรส ชื่อคู่สมรสและวันที่จดทะเบียน
ใบเปลี่ยนชื่อ–นามสกุล เชื่อมชื่อในพาสปอร์ตกับเอกสารเก่า ชื่อเดิม ชื่อใหม่ และลำดับวันที่
ใบหย่าและคำสั่งศาล สถานะสมรส อำนาจปกครอง หรือข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ถ้อยคำทางกฎหมายและวันที่มีผล
หนังสือรับรองการทำงาน ประวัติการจ้างงานและรายได้ ตำแหน่ง เงินเดือน และวันเริ่มงาน
ทะเบียนบริษัท เอกสารกิจการหรือประกอบธุรกิจ ชื่อบริษัท ทุน และผู้มีอำนาจลงนาม
Bank Statement ภาษาไทย เอกสารการเงินเมื่อใช้ประกอบคำร้อง ตัวเลข ยอดเงิน วันที่ และประเภทธุรกรรม
วุฒิการศึกษา / Transcript สมัครเรียนหรือประกอบการประเมินทักษะ ชื่อหลักสูตร ผลการเรียน และสถาบันที่ออกเอกสาร
หนังสือยินยอมผู้ปกครอง กรณีผู้สมัครอายุต่ำกว่า 18 ปี ชื่อผู้ปกครอง เด็ก และขอบเขตความยินยอม

↔ เลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้บนมือถือ

ถ้าเอกสารมีภาษาอังกฤษอยู่แล้วต้องแปลซ้ำหรือไม่?

หากเอกสารที่ใช้มีเนื้อหาภาษาอังกฤษครบถ้วนอยู่แล้ว และหน่วยงานผู้รับยอมรับเอกสารนั้น ไม่จำเป็นต้องแปลข้อความภาษาอังกฤษซ้ำเพียงเพราะปลายทางคือออสเตรเลีย

แต่สำหรับเอกสารสองภาษา ควรตรวจว่ามีข้อความสำคัญบางส่วนเป็นภาษาไทย เช่น หมายเหตุหรือข้อความตราประทับ ที่ต้องแปลเพิ่มเติมหรือไม่

ชื่ออังกฤษบนคำแปลต่างจากพาสปอร์ตได้ไหม?

ควรตรวจการสะกดให้สอดคล้องกับพาสปอร์ตและเอกสารอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะชื่อเดิม ชื่อหลังสมรส และชื่อที่เคยเปลี่ยน

Home Affairs เน้นความถูกต้องของชื่อและแนะนำให้ผู้สมัครแสดงหลักฐานการเปลี่ยนชื่อเมื่อมีการใช้ชื่ออื่นมาก่อน

⚠️ งานแปลถูกต้องมากกว่าการเปลี่ยนภาษา

การแปลงปี พ.ศ./ค.ศ. ตัวเลขทะเบียน ชื่อสถานที่ สถานะทางกฎหมาย และเงินเดือนเป็นจุดที่ควรตรวจซ้ำ เพราะคำแปลอาจมีข้อมูลคลาดเคลื่อนแม้รูปแบบเอกสารดูเรียบร้อย

10. คำแปลเอกสารออสเตรเลียต้องอัปโหลดเข้า ImmiAccount อย่างไร?

ควรแนบทั้งต้นฉบับภาษาไทยและคำแปลภาษาอังกฤษ ให้หน่วยงานตรวจสอบความตรงกันได้ตามคำแนะนำของ Home Affairs

สำหรับหลายประเภทวีซ่า Home Affairs ระบุให้สแกนหรือถ่ายภาพเอกสารเป็นสี และไฟล์ต้องอ่านได้ชัดเจน

ขั้นตอนเตรียมไฟล์ก่อนอัปโหลด

1

ตรวจรายการเอกสารจากวีซ่าที่สมัคร
ดูว่าต้องใช้เอกสารประเภทใด ไม่ใช่อัปโหลดเอกสารทุกอย่างที่มีโดยไม่จำเป็น

2

สแกนต้นฉบับที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
ให้เห็นทุกข้อความและตราประทับที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน

3

จัดทำคำแปลภาษาอังกฤษ
เลือกผู้แปลตามสถานที่จัดทำงานและข้อกำหนดหน่วยงานปลายทาง

4

ตรวจข้อมูลผู้แปล
หากแปลนอกออสเตรเลียให้มีชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ คุณสมบัติและประสบการณ์ หรือใช้ข้อมูล NAATI ตามเกณฑ์กรณีแปลในออสเตรเลีย

5

ตรวจคุณภาพไฟล์
เอกสารหลายหน้าควรจัดเก็บครบตามคำแนะนำของ Home Affairs และต้องไม่มีหน้าที่หายหรืออ่านไม่ชัด

6

อัปโหลดใน ImmiAccount
แนบเอกสารให้ตรงหมวดของคำร้อง และตรวจว่าไฟล์ต้นฉบับกับคำแปลครบก่อนส่ง

เอกสารหลายหน้าควรรวมเป็นไฟล์เดียวไหม?

หน้าขั้นตอน Visitor Visa ของ Home Affairs ระบุว่า หากเอกสารมีมากกว่าหนึ่งหน้า ควรบันทึกทุกหน้าของเอกสารนั้นเป็นไฟล์เดียว

สำหรับการจัดคู่ต้นฉบับกับคำแปล ให้ทำตามข้อกำหนดการแนบไฟล์ของระบบที่ใช้อยู่จริง โดยอย่าให้คำแปลแยกจากเอกสารต้นทางจนตรวจสอบความเกี่ยวข้องได้ยาก

ต้องอัปโหลดต้นฉบับภาษาไทยด้วยหรือไม่?

ต้องเตรียมทั้งเอกสารต้นฉบับและคำแปล ตามคำแนะนำการเตรียมเอกสารของ Home Affairs

ไม่ควรส่งเฉพาะคำแปลภาษาอังกฤษและทิ้งต้นฉบับ เพราะหน่วยงานอาจต้องใช้ต้นฉบับประกอบการตรวจสอบข้อมูล

📌 หลักการจัดไฟล์ที่ใช้ได้จริง

เอกสารต้นฉบับต้องอ่านชัด คำแปลต้องตรงต้นฉบับ ผู้แปลต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และแต่ละไฟล์ต้องอัปโหลดตามข้อกำหนดของ ImmiAccount

อ่านเพิ่มเติม: Home Affairs — Popular Questions: English Translations of Documents

11. ทำไมบางแห่งยังบอกว่า “ต้องใช้ NAATI เท่านั้น” ทั้งที่ Home Affairs ยอมรับคำแปลจากไทย?

เพราะผู้สมัครอาจต้องใช้เอกสารชุดเดียวกันกับ หลายหน่วยงานที่มีอำนาจและข้อกำหนดต่างกัน

ตัวอย่างเช่น ผู้สมัคร Skilled Visa อาจต้องส่งเอกสารให้หน่วยงานประเมินทักษะก่อนยื่นวีซ่าจริง หรือผู้สมัคร Student Visa อาจต้องส่งเอกสารให้มหาวิทยาลัยก่อนใช้ผลการตอบรับไปสมัครวีซ่า

องค์กรเหล่านี้อาจมีข้อกำหนดคำแปลแยกจาก Home Affairs

กรณี Skills Assessment

ผู้สมัครวีซ่าทักษะควรตรวจว่าหน่วยงานประเมินทักษะที่ใช้กำหนดคำแปลแบบใด เช่น ต้องมีการรับรองประเภทใด หรือใช้เอกสารจากผู้แปลในรูปแบบไหน

ไม่ควรนำกฎของ Home Affairs ที่อนุญาตคำแปลนอกออสเตรเลียโดยไม่ต้องมี NAATI ไปตีความว่าองค์กรประเมินทักษะทุกแห่งต้องยอมรับรูปแบบเดียวกัน

กรณียื่นเอกสารให้มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอาจกำหนดคำแปลสำหรับ Transcript, ใบปริญญา หรือหลักฐานการศึกษาตามนโยบายรับสมัครของตนเอง

ข้อกำหนดนั้นควรถูกตรวจแยกจากเอกสารที่นำไปประกอบ Student Visa Subclass 500

กรณีใช้เอกสารกับหน่วยงานในออสเตรเลียหลังได้วีซ่า

คำแปลที่ใช้ประกอบการสมัครวีซ่าอาจไม่ได้ตอบโจทย์ทุกบริการของหน่วยงานรัฐหรือองค์กรอื่นในออสเตรเลีย เช่น งานทะเบียนหรือกระบวนการรับรองคุณวุฒิบางประเภท

NAATI ระบุว่าองค์กรบางแห่งกำหนดให้ใช้คำแปลจากผู้มีคุณสมบัติ NAATI จึงควรสอบถามหน่วยงานผู้รับเอกสารโดยตรง

❌ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

“Home Affairs รับคำแปลจากไทยที่ไม่ใช่ NAATI ดังนั้นทุกหน่วยงานในออสเตรเลียต้องรับด้วย” ไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้อง

ต้องแยกให้ชัดว่าเอกสารจะส่งให้ Home Affairs, Skills Assessing Authority, มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานอื่น

12. ใช้ ChatGPT หรือ AI แปลเอกสารแล้วส่งยื่นออสเตรเลียโดยไม่ใช้ NAATI ได้ไหม?

การที่ผู้แปลนอกออสเตรเลียไม่จำเป็นต้องถือ NAATI ไม่ได้หมายความว่าคำแปลจาก AI เพียงอย่างเดียวจะเข้าเกณฑ์ Home Affairs

เพราะข้อกำหนดยังต้องการข้อมูลของผู้แปลจริง รวมถึงคุณสมบัติและประสบการณ์ด้านภาษาที่เกี่ยวข้อง

AI ช่วยงานแปลส่วนใดได้บ้าง?

สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยร่างภาษาอังกฤษ ตรวจคำศัพท์ทั่วไป หรือช่วยระบุจุดที่ควรตรวจซ้ำได้ แต่ต้องระวังความผิดพลาดของข้อมูลที่มีผลทางกฎหมาย

หากนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการเตรียมร่าง ควรให้ผู้แปลที่เข้าเกณฑ์ตรวจข้อความจากต้นฉบับทุกส่วนและรับผิดชอบคำแปลจริง

AI สร้างชื่อหรือคุณสมบัติผู้แปลแทนได้ไหม?

ไม่ควรทำ เพราะการสร้างชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ประสบการณ์ผู้แปล หรือหมายเลข NAATI ที่ไม่ได้เป็นข้อมูลจริง อาจทำให้เอกสารมีข้อมูลไม่ถูกต้อง

ผู้สมัครควรใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากผู้แปลที่ดำเนินการจริงเท่านั้น

ต้องระวังอะไรเมื่อใช้ AI กับเอกสารวีซ่า?

เอกสารส่วนบุคคลมีข้อมูลละเอียดอ่อน เช่น เลขพาสปอร์ต เลขทะเบียนครอบครัว ข้อมูลการเงิน และข้อมูลเด็ก จึงควรหลีกเลี่ยงการอัปโหลดข้อมูลมากเกินความจำเป็น

หากต้องการให้ AI ช่วยตรวจคำศัพท์ อาจใช้ข้อความที่ปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว และให้ผู้แปลตรวจต้นฉบับจริงในขั้นตอนจัดทำคำแปลเพื่อยื่น

✅ ขอบเขตการใช้ AI ที่เหมาะสม

AI: เครื่องมือช่วยร่าง

ผู้แปลที่เข้าเกณฑ์: ผู้ตรวจความถูกต้องและรับผิดชอบงานแปล

Home Affairs: หน่วยงานผู้ประเมินเอกสารในคำร้องวีซ่า

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ข้อผิดพลาดในเอกสารแปลภาษาอังกฤษ ที่ควรตรวจก่อนยื่นวีซ่า

หนังสือเดินทางและเอกสารการเดินทางวางบนคอมพิวเตอร์ สื่อถึงการเตรียมหลักฐานประกอบวีซ่า

13. ตัวอย่าง 5 สถานการณ์: คนไทยยื่นวีซ่าออสเตรเลีย ควรใช้คำแปลแบบไหน?

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสถานการณ์สมมติสำหรับอธิบายวิธีใช้เกณฑ์ Home Affairs ไม่ใช่กรณีลูกค้าจริงหรือการรับประกันว่าหน่วยงานจะยอมรับเอกสารทุกฉบับ

กรณีที่ 1: ท่องเที่ยวออสเตรเลียจากไทย มีทะเบียนสมรสภาษาไทย

ผู้สมัคร Subclass 600 อยู่ในประเทศไทย และจ้างผู้แปลที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ให้แปลทะเบียนสมรส

ผลการประเมินเบื้องต้น: ไม่จำเป็นต้องใช้ NAATI ตามข้อกำหนดทั่วไปของ Home Affairs สำหรับผู้แปลนอกออสเตรเลีย

สิ่งที่ต้องตรวจ: ชื่อเต็ม ที่อยู่ โทรศัพท์ คุณสมบัติและประสบการณ์ผู้แปลบนคำแปล พร้อมต้นฉบับภาษาไทย

กรณีที่ 2: อยู่ไทย แต่จ้างนักแปลในเมลเบิร์น

ผู้สมัครได้รับใบเสนอราคาจากผู้แปลที่จัดทำงานจากเมืองเมลเบิร์น

ผลการประเมินเบื้องต้น: ควรใช้ผู้แปล NAATI เพราะงานแปลจัดทำในออสเตรเลีย

สิ่งที่ต้องตรวจ: เลข CPN และคุณสมบัติ Thai to English ผ่านระบบทางการ

กรณีที่ 3: สมัคร Student Visa 500 และมหาวิทยาลัยขอคำแปลอีกชุด

ผู้สมัครมี Transcript ภาษาไทย ต้องส่งให้ทั้งมหาวิทยาลัยและ Home Affairs

ผลการประเมินเบื้องต้น: คำแปลที่ทำในไทยอาจเข้าเกณฑ์ Home Affairs โดยไม่ใช้ NAATI แต่ต้องตรวจเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยด้วย

สิ่งที่ต้องตรวจ: ความต้องการของผู้รับทั้งสองแห่งก่อนเลือกบริการแปล เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายทำเอกสารใหม่

กรณีที่ 4: ยื่น Partner Visa 309 มีใบเปลี่ยนชื่อหลายฉบับ

ผู้สมัครเปลี่ยนนามสกุลหลังสมรสและมีเอกสารเก่าที่สะกดภาษาอังกฤษต่างกัน

ผลการประเมินเบื้องต้น: สามารถใช้ผู้แปลนอกออสเตรเลียที่เข้าเกณฑ์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น NAATI เสมอไป

สิ่งที่ต้องตรวจ: ชื่อเดิม ชื่อใหม่ วันที่เปลี่ยน และข้อมูลในทะเบียนสมรสต้องเชื่อมโยงกันถูกต้อง

กรณีที่ 5: สมัคร Skilled Visa พร้อมยื่น Skills Assessment

ผู้สมัครต้องใช้เอกสารการศึกษาและหนังสือรับรองการทำงานกับหน่วยงานประเมินทักษะก่อน แล้วจึงนำเอกสารไปใช้ในระบบวีซ่า

ผลการประเมินเบื้องต้น: Home Affairs อาจยอมรับคำแปลที่ทำในไทยโดยไม่ใช้ NAATI แต่ยังต้องตรวจหน่วยงานประเมินทักษะว่ากำหนดคำแปลแบบใด

สิ่งที่ต้องตรวจ: Checklist ของทั้งหน่วยงานประเมินทักษะและ Home Affairs แยกกัน

📌 สิ่งที่ทำให้ทั้งห้ากรณีแตกต่างกัน

ไม่ใช่แค่ประเภทวีซ่า แต่รวมถึง สถานที่จัดทำคำแปล ผู้แปลที่รับผิดชอบ และหน่วยงานที่รับเอกสาร

14. Checklist ตรวจคำแปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลียปี 2569 ก่อนส่งจริง

ใช้รายการนี้ตรวจคำแปลจากผู้ให้บริการก่อนอัปโหลดใน ImmiAccount หรือส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตรวจข้อกำหนดก่อนเลือกผู้แปล

  • ☐ ทราบประเภทวีซ่าที่จะยื่น
  • ☐ ตรวจคำแนะนำการแปลจาก Home Affairs ของประเภทคำร้องจริง
  • ☐ ทราบว่าเอกสารจะส่งให้ Home Affairs หรือหน่วยงานอื่นด้วย
  • ☐ ตรวจสถานที่ที่ผู้แปลจัดทำคำแปลจริง
  • ☐ หากแปลในออสเตรเลีย ตรวจคุณสมบัติ NAATI
  • ☐ หากแปลนอกออสเตรเลีย ตรวจข้อมูลผู้แปลตามเกณฑ์
  • ☐ หากหน่วยงานอื่นกำหนด NAATI ตรวจเงื่อนไขนั้นแยกต่างหาก

ตรวจข้อมูลผู้แปลสำหรับงานแปลในประเทศไทย

  • ☐ มีชื่อเต็มของผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ
  • ☐ มีที่อยู่ของผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษ
  • ☐ มีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้แปล
  • ☐ มีรายละเอียดคุณสมบัติด้านภาษา
  • ☐ มีรายละเอียดประสบการณ์ด้านภาษาที่แปล
  • ☐ ข้อมูลผู้แปลปรากฏบนคำแปลแต่ละฉบับ
  • ☐ ข้อมูลเป็นความจริงและตรวจสอบได้

ตรวจคุณสมบัติหากใช้ NAATI

  • ☐ ได้รับเลข CPN ของผู้แปล
  • ☐ ตรวจ CPN ผ่านเว็บไซต์ NAATI ทางการ
  • ☐ ตรวจชื่อผู้แปลและประเภทคุณสมบัติ
  • ☐ ตรวจทิศทางภาษาให้ตรงกับงานแปล
  • ☐ ตรวจสถานะคุณสมบัติ ณ ช่วงเวลาจัดทำคำแปล
  • ☐ หากมีตราดิจิทัล ตรวจ QR Code เมื่อเกี่ยวข้อง

ตรวจเนื้อหาคำแปล

  • ☐ ชื่อผู้สมัครตรงกับพาสปอร์ตและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • ☐ ชื่อเดิมและชื่อใหม่ไม่สลับกัน
  • ☐ วันเดือนปีเกิดและวันออกเอกสารถูกต้อง
  • ☐ แปลงปี พ.ศ./ค.ศ. ถูกต้องเมื่อจำเป็น
  • ☐ เลขทะเบียนและเลขอ้างอิงครบทุกหลัก
  • ☐ ยอดเงินและสกุลเงินไม่ผิด
  • ☐ ศัพท์กฎหมายและความสัมพันธ์ครอบครัวถูกต้อง
  • ☐ คำแปลไม่มีข้อมูลที่เดาหรือแต่งเพิ่มเติมเอง

ตรวจเอกสารและไฟล์ก่อนอัปโหลด

  • ☐ มีเอกสารต้นฉบับภาษาไทย
  • ☐ มีคำแปลภาษาอังกฤษ
  • ☐ ภาพสแกนหรือภาพถ่ายเป็นสีและอ่านได้ชัด
  • ☐ เอกสารหลายหน้าไม่ขาดหน้า
  • ☐ ชื่อไฟล์สามารถแยกประเภทเอกสารได้
  • ☐ อัปโหลดเอกสารตามหมวดที่ ImmiAccount กำหนด
  • ☐ ตรวจข้อกำหนดล่าสุดก่อนส่งคำร้องจริง
✅ สรุป Checklist แบบจำง่าย

แปลในออสเตรเลีย: ตรวจ NAATI

แปลในไทย: ตรวจชื่อ + ที่อยู่ + โทรศัพท์ + คุณสมบัติ + ประสบการณ์ผู้แปล

ทุกกรณี: ตรวจต้นฉบับ + คำแปล + ความถูกต้องของข้อมูล + กฎหน่วยงานที่รับเอกสาร

📋 ได้คำแปลจากสำนักงานในไทยมาแล้ว แต่ไม่มีข้อมูลคุณสมบัติผู้แปล?

ก่อนสั่งแปลใหม่ ลองตรวจว่าผู้ให้บริการเดิมสามารถจัดทำรายละเอียดผู้แปลตามเกณฑ์ได้หรือไม่ หรือสอบถาม Co Journey Visa เพื่อช่วยจัดรายการข้อมูลที่ควรตรวจเพิ่มเติมตามประเภทคำร้อง

💬 สอบถาม Checklist คำแปลออสเตรเลีย

15. Co Journey Visa ช่วยเตรียมและแปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลียอย่างไร?

สำหรับผู้สมัครที่มีเอกสารภาษาไทยหลายฉบับ การเลือกงานแปลที่ตรงข้อกำหนดตั้งแต่ต้นอาจช่วยลดการจ่ายเงินสำหรับบริการที่ไม่จำเป็น หรือหลีกเลี่ยงการต้องกลับมาแก้รายละเอียดผู้แปลเมื่อใกล้วันยื่น

Co Journey Visa ให้บริการ แปลเอกสาร และจัดเตรียมเอกสารประกอบคำร้อง พร้อมช่วยประเมินรายการเอกสารและข้อมูลรับรองที่เกี่ยวข้องกับการยื่นวีซ่า

หากต้องการเตรียม วีซ่าออสเตรเลีย ควรเริ่มจากการแยกเอกสารที่จะใช้กับ Home Affairs ออกจากเอกสารที่ใช้กับหน่วยงานอื่น เพื่อเลือกวิธีแปลให้ตรงวัตถุประสงค์

⭐ เตรียมคำแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียกับ Co Journey Visa

📄 จัดรายการเอกสาร

ช่วยแยกเอกสารที่จำเป็นต้องแปลจากเอกสารที่มีฉบับภาษาอังกฤษพร้อมใช้อยู่แล้ว

🇦🇺 ประเมินข้อกำหนด NAATI

ช่วยจัดประเด็นตรวจสถานที่จัดทำคำแปลและข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร

🔍 ตรวจข้อมูลคำแปล

ช่วยจัด Checklist ชื่อ วันที่ เลขทะเบียน และข้อมูลผู้แปลที่ต้องมี

🗂️ เตรียมก่อนอัปโหลด

ช่วยตรวจรายการต้นฉบับ คำแปล และเอกสารประกอบตามคำร้องที่เกี่ยวข้อง

ขอบเขตการให้บริการ

Co Journey Visa ไม่ใช่หน่วยงาน NAATI และไม่ใช่ Australian Department of Home Affairs การใช้คำแปลรูปแบบใดขึ้นอยู่กับข้อกำหนดหน่วยงานผู้รับ และคำแปล NAATI ต้องจัดทำโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติจริงตามเกณฑ์

การเตรียมเอกสารและการแปลไม่ได้รับประกันผลการอนุมัติวีซ่า ซึ่งเป็นอำนาจของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย

ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนสอบถาม

ประเภทวีซ่า + รายการเอกสาร + จำนวนหน้า + สถานที่จัดทำคำแปล + หน่วยงานที่จะรับเอกสาร + วันที่ต้องใช้

หากเพียงต้องการสอบถามเบื้องต้น สามารถแจ้งชื่อเอกสารและจำนวนหน้าได้ก่อน ไม่จำเป็นต้องส่งเลขพาสปอร์ต เลขบัญชี หรือข้อมูลส่วนตัวละเอียดอ่อนผ่านแชต

16. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ NAATI และคำแปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลีย (FAQ)

แปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลียต้องใช้ NAATI ทุกกรณีจริงไหม?

ไม่จริงสำหรับทุกกรณี ตามข้อกำหนดของ Australian Department of Home Affairs ผู้แปลที่จัดทำคำแปลในออสเตรเลียต้องได้รับการรับรองจาก NAATI แต่ผู้แปลที่จัดทำคำแปลนอกออสเตรเลีย เช่น ประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรอง NAATI โดยต้องมีชื่อเต็ม ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ คุณสมบัติและประสบการณ์ด้านภาษาของผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษบนคำแปลแต่ละฉบับ และต้องตรวจข้อกำหนดเฉพาะของหน่วยงานปลายทางเพิ่มเติมเมื่อเกี่ยวข้อง

แปลเอกสารที่ประเทศไทยเพื่อยื่น Visitor Visa 600 ต้องเป็น NAATI หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องเป็น NAATI ตามเกณฑ์ทั่วไปของ Home Affairs สำหรับคำแปลที่จัดทำนอกออสเตรเลีย แต่ผู้แปลต้องระบุชื่อเต็ม ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และคุณสมบัติพร้อมประสบการณ์ด้านภาษาบนคำแปลแต่ละฉบับเป็นภาษาอังกฤษ และผู้สมัครต้องแนบทั้งต้นฉบับภาษาไทยและคำแปลภาษาอังกฤษ

ถ้าอยู่ประเทศไทยแต่จ้างนักแปลที่ทำงานอยู่ในออสเตรเลีย ต้องใช้ NAATI ไหม?

ตามถ้อยคำข้อกำหนดของ Home Affairs จุดที่ต้องตรวจคือสถานที่ที่ผู้แปลจัดทำคำแปล ไม่ใช่แค่ประเทศที่ผู้สมัครอาศัยอยู่ หากผู้แปลจัดทำงานอยู่ในออสเตรเลีย ต้องเข้าเกณฑ์ผู้แปล NAATI แม้ผู้สมัครจะยื่นจากประเทศไทยก็ตาม ควรยืนยันสถานที่จัดทำงานและคุณสมบัติผู้แปลก่อนว่าจ้าง

คำแปลที่ทำในไทยต้องมีข้อมูลผู้แปลอะไรบ้าง?

Home Affairs กำหนดให้คำแปลที่จัดทำนอกออสเตรเลียมีข้อมูลผู้แปลบนคำแปลแต่ละฉบับ ได้แก่ ชื่อเต็ม ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ คุณสมบัติและประสบการณ์ในภาษาที่แปล และต้องแสดงรายละเอียดเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ การมีเพียงตราสำนักงานแปลโดยไม่มีข้อมูลผู้แปลที่กำหนดไม่ควรถูกถือว่าเพียงพอ

วีซ่านักเรียนออสเตรเลีย Subclass 500 ต้องใช้ NAATI หรือไม่?

หลักเกณฑ์บนหน้า Student Visa Subclass 500 ของ Home Affairs ใช้หลักการเดียวกัน คือผู้แปลในออสเตรเลียต้องมีการรับรอง NAATI ส่วนคำแปลที่จัดทำนอกออสเตรเลียไม่จำเป็นต้องเป็น NAATI แต่ต้องมีข้อมูลผู้แปลตามข้อกำหนดทุกฉบับ และต้องส่งเอกสารภาษาอังกฤษตามรายการที่ระบบ ImmiAccount กำหนด

คำแปล NAATI ตรวจสอบว่าเป็นของจริงได้อย่างไร?

ขอ Certified Practitioner Number หรือ CPN ของผู้แปล แล้วตรวจผ่านระบบ Check a NAATI Certification ที่ เว็บไซต์ NAATI โดยตรวจชื่อ สถานะคุณสมบัติและทิศทางภาษาที่รับรอง ตราดิจิทัล NAATI บางรูปแบบมี QR Code สำหรับตรวจสอบด้วย

ใช้ ChatGPT แปลเอกสารเองแล้วส่งยื่นวีซ่าออสเตรเลียได้ไหม?

ไม่ควรนำคำแปลจาก AI เพียงอย่างเดียวไปถือว่าเป็นคำแปลที่เข้าเกณฑ์ เพราะ Home Affairs มีข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้แปลและข้อมูลที่ต้องแสดง AI อาจใช้ช่วยร่างได้ แต่ควรมีผู้แปลที่เข้าเกณฑ์ตรวจเทียบต้นฉบับทุกส่วนและรับผิดชอบงานแปลจริง โดยไม่สร้างชื่อ คุณสมบัติ ลายเซ็น หรือเลข NAATI ขึ้นมาเอง

แหล่งข้อมูลทางการ: กฎ NAATI และคำแปลเอกสารวีซ่าออสเตรเลียปี 2569

ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจาก Australian Department of Home Affairs และ NAATI โดยตรง และแยกข้อกำหนดการแปลของ Home Affairs ออกจากเงื่อนไขที่หน่วยงานอื่นอาจกำหนดเพิ่มเติม

  • Australian Department of Home Affairs — Visitor Visa Subclass 600: Tourist Stream: Apply Outside Australia — ข้อกำหนดผู้แปลในออสเตรเลียและนอกประเทศ การแนบต้นฉบับพร้อมคำแปล และการเตรียมไฟล์
  • Australian Department of Home Affairs — Student Visa Subclass 500: Student Visa: Step by Step — ข้อกำหนดคำแปลภาษาอังกฤษของเอกสารที่ใช้ยื่นวีซ่านักเรียน
  • Australian Department of Home Affairs — Partner Visa Subclass 309: Partner Provisional Visa: Prepare Your Documents — ยืนยันเงื่อนไขผู้แปลนอกออสเตรเลียและข้อมูลที่ต้องแสดงในคำแปล
  • Australian Department of Home Affairs — Skilled Visa: Applying for a Skilled Visa — แนวทางการแปลเอกสารสำหรับ Skilled Visa และการระบุเลข NAATI เมื่อจัดทำคำแปลในออสเตรเลีย
  • Australian Department of Home Affairs — Family Visa: Applying for Family Visas — ข้อกำหนดคำแปลของเอกสารครอบครัวและข้อมูลผู้แปล
  • Australian Department of Home Affairs — Popular Questions: English Translations of Documents — ยืนยันหลักการแนบต้นฉบับและคำแปล รวมถึงข้อกำหนด NAATI สำหรับผู้แปลในออสเตรเลีย
  • NAATI — Official Certification Verification: Check a NAATI Certification — ระบบตรวจ Certified Practitioner Number หรือ CPN ของผู้แปล
  • NAATI — Frequently Asked Questions: NAATI FAQ — อธิบายบทบาท NAATI ความแตกต่างระหว่างนักแปลกับล่าม และข้อกำหนดของหน่วยงานอื่น
  • NAATI — Practitioner Identification: NAATI Practitioner Identification — รายละเอียดตรา NAATI แบบกระดาษและดิจิทัล การตรวจสอบ QR Code และสถานะคุณสมบัติ
📌 Fact Freshness — ตรวจข้อมูล ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569

Home Affairs ระบุว่าผู้แปลในออสเตรเลียต้องมีคุณสมบัติ NAATI ขณะที่ผู้แปลนอกออสเตรเลียไม่จำเป็นต้องมี NAATI ตามเกณฑ์ทั่วไปของคำร้องวีซ่าที่อ้างถึง แต่ต้องแสดงข้อมูลผู้แปลตามที่กำหนด

ข้อกำหนดนี้ไม่ได้ครอบคลุมกฎเฉพาะของทุกมหาวิทยาลัย หน่วยงานประเมินทักษะ สภาวิชาชีพ หรือหน่วยงานรัฐอื่น จึงควรตรวจองค์กรผู้รับเอกสารทุกแห่งก่อนเลือกผู้แปล

ข้อมูลการแปลและการยื่นวีซ่าอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจเว็บไซต์ Home Affairs และ NAATI ล่าสุดก่อนดำเนินการจริง

สรุป: แปลเอกสารยื่นวีซ่าออสเตรเลียต้องใช้ NAATI ทุกกรณีจริงไหม?

ไม่จริงสำหรับทุกกรณี เพราะ Australian Department of Home Affairs แยกข้อกำหนดตามสถานที่ที่ผู้แปลจัดทำงาน

หากแปลในออสเตรเลียต้องใช้ผู้แปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI แต่หากแปลในประเทศไทยหรือนอกออสเตรเลีย ผู้แปลไม่จำเป็นต้องถือ NAATI ตามเกณฑ์ทั่วไปของ Home Affairs โดยต้องแสดงข้อมูลผู้แปลครบตามข้อกำหนด

  • แปลในออสเตรเลีย: ต้องใช้ผู้แปล NAATI ตามเกณฑ์ Home Affairs
  • แปลในไทย: ไม่บังคับ NAATI โดยทั่วไป แต่ต้องมีข้อมูลผู้แปลครบ
  • ข้อมูลผู้แปล: ชื่อเต็ม ที่อยู่ โทรศัพท์ คุณสมบัติ และประสบการณ์ด้านภาษาที่แปล
  • ภาษาของข้อมูลผู้แปล: ต้องเป็นภาษาอังกฤษ
  • ตำแหน่งข้อมูล: ต้องแสดงบนคำแปลแต่ละฉบับ
  • Visitor Visa 600: ใช้หลักการแยกผู้แปลในและนอกออสเตรเลีย
  • Student Visa 500: ใช้หลักการเดียวกันตามข้อกำหนด Home Affairs
  • Partner Visa 309: แปลในไทยโดยไม่ใช้ NAATI ได้เมื่อเข้าเกณฑ์
  • Skilled Visa: ตรวจทั้ง Home Affairs และหน่วยงานประเมินทักษะ
  • คำแปล NAATI: ตรวจเลข CPN ผ่านเว็บไซต์ NAATI ทางการ
  • Certified Copy หรือ Notary: ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ NAATI และไม่จำเป็นต้องทำเพิ่มทุกกรณี
  • ต้นฉบับภาษาไทย: ควรแนบพร้อมคำแปลตามข้อกำหนดคำร้อง
  • AI / ChatGPT: ใช้ช่วยร่างได้ แต่ไม่แทนข้อมูลผู้แปลจริงที่หน่วยงานกำหนด

ก่อนจ่ายค่าจ้างแปล ควรถามให้ครบว่า “ใครเป็นผู้แปล?” “แปลจากประเทศไหน?” “ส่งเอกสารให้ Home Affairs หรือหน่วยงานอื่น?” และ “มีข้อมูลผู้แปลครบตามเกณฑ์หรือยัง?”

เมื่อทราบคำตอบเหล่านี้ จะช่วยให้เลือกบริการแปลได้เหมาะกับการใช้งานจริง ไม่จ่ายค่าบริการ NAATI เพิ่มเพียงเพราะเข้าใจว่าบังคับทุกกรณี และไม่เสี่ยงส่งคำแปลที่ขาดรายละเอียดสำคัญของผู้แปล

ไชยภัทร พรหมบริรักษ์
เกี่ยวกับผู้เขียน

ไชยภัทร พรหมบริรักษ์ (Chaiyapat Promboriruk)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการยื่นวีซ่าและการเตรียมเอกสาร ประสบการณ์ด้านงานวีซ่า 5 ปี

🇦🇺 เตรียมคำแปลวีซ่าออสเตรเลีย ตรวจให้ตรงข้อกำหนดก่อนยื่น

หากมีทะเบียนสมรส สูติบัตร ใบเปลี่ยนชื่อ เอกสารงาน หรือเอกสารการศึกษาเป็นภาษาไทย และยังไม่แน่ใจว่าควรใช้ NAATI หรือคำแปลจากสำนักงานในไทย สามารถสอบถาม Co Journey Visa เพื่อช่วยจัดรายการเอกสารและตรวจประเด็นที่ควรเตรียม

📱 ปรึกษาผ่าน LINE @cojourneyvisa

โทร: 080-841-2543 / 061-031-2188

Email: cojourneyvisa@gmail.com

Website: www.cojourneyvisa.com

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับข้อกำหนดการแปลเอกสารประกอบวีซ่าออสเตรเลีย การยอมรับคำแปลเป็นอำนาจของหน่วยงานผู้รับเอกสาร และการอนุมัติวีซ่าเป็นอำนาจของ Australian Department of Home Affairs ควรตรวจข้อกำหนดล่าสุดตามประเภทคำร้องก่อนยื่นจริง

ติดตามข้อมูลวีซ่าอัปเดตจาก Co Journey Visa

เพิ่มเว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการใน Google เพื่อให้ค้นพบบทความจากเราได้สะดวกขึ้น