หลักฐานการจองพื้นที่บูธใช้ประกอบการยื่นวีซ่า C11 ได้อย่างไร
บริษัทจ่ายค่าบูธเรียบร้อยแล้ว มี Invoice และ Floor Plan ครบ แต่หนังสือเชิญจากผู้จัดงานเขียนเพียงชื่อบริษัท ไม่มีชื่อผู้เดินทาง ไม่มีหมายเลขบูธ และไม่ได้อธิบายว่าผู้สมัครจะทำหน้าที่อะไรในงาน
เอกสารชุดนี้ช่วยพิสูจน์ว่าบริษัทมีพื้นที่ในงานจริง แต่ยังไม่สามารถเชื่อมผู้สมัครเข้ากับบทบาท Exhibitor ได้ครบ เจ้าหน้าที่อาจยังไม่เห็นว่าเหตุใดบุคคลนี้ต้องเดินทาง ใครเป็นสปอนเซอร์ และกิจกรรมของเขาอยู่ในขอบเขต C11 หรือไม่
วิธีใช้หลักฐานจองบูธให้มีน้ำหนักจึงไม่ใช่ส่ง Invoice เพียงใบเดียว แต่ต้องสร้าง “สายหลักฐาน” ตั้งแต่ผู้จัดงาน บริษัทผู้แสดงสินค้า สปอนเซอร์ ไปจนถึงชื่อและหน้าที่ของผู้เดินทาง
หลักฐานจองพื้นที่บูธใช้เป็นเอกสารสนับสนุนวีซ่า C11 เพื่อยืนยันว่าบริษัทเข้าร่วมงานจริงในฐานะ Exhibitor โดยควรแสดงชื่องาน วันจัดงาน สถานที่ ชื่อบริษัท หมายเลขบูธ และสถานะการยืนยัน แต่ไม่ควรใช้แทนหนังสือเชิญจากผู้จัดงาน เพราะข้อกำหนดเฉพาะของ C11 ระบุให้มีหนังสือรับรองหรือหนังสือเชิญจากหน่วยงานที่เป็นผู้จัดกิจกรรม
💬 มีใบจองบูธแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเชื่อมกับชื่อผู้สมัครเพียงพอหรือยัง?
ส่ง Booth Confirmation, Invitation Letter และรายชื่อทีมงานให้ทีมช่วยตรวจ Evidence Chain ก่อนให้สปอนเซอร์ยื่นคำร้อง
📋 สารบัญบทความ
- หลักฐานจองบูธมีสถานะอย่างไรในคำร้อง C11
- ใบจองบูธช่วยพิสูจน์เรื่องอะไร
- ใบจองบูธพิสูจน์อะไรไม่ได้
- เอกสารจองบูธแบบไหนมีน้ำหนัก
- ควรจับคู่ใบจองบูธกับเอกสารอะไร
- บูธจองในชื่อ Distributor ใช้อย่างไร
- มีเพียง Invoice หรือใบเสนอราคาเพียงพอไหม
- ชื่อบริษัท วันที่ และหมายเลขบูธไม่ตรงกันแก้อย่างไร
- ตัวอย่างการจัดชุดหลักฐาน
- ขั้นตอนตรวจหลักฐานก่อนอัปโหลด
- แหล่งข้อมูลทางการ
- คำถามที่ถามบ่อย
หลักฐานจองพื้นที่บูธเป็นเอกสารหลักหรือเอกสารสนับสนุน C11
เว็บไซต์ Directorate General of Immigration อินโดนีเซียระบุว่า C11 ใช้สำหรับเข้าร่วม Meeting, Incentive, Convention และ Exhibition เพื่อทำตลาดสินค้าและบริการในฐานะ Exhibitor
ในหัวข้อข้อกำหนดเฉพาะ เว็บไซต์ทางการระบุให้มีหนังสือรับรองหรือหนังสือเชิญจากหน่วยงานภาครัฐหรือสถาบันเอกชนที่เป็นผู้จัดกิจกรรม โดยไม่ได้ระบุว่า Invoice ค่าบูธสามารถใช้แทนหนังสือเชิญได้
หนังสือเชิญจากผู้จัดงานเป็นหลักฐานที่ตอบว่า “ใครเชิญและเชิญไปทำอะไร” ส่วนหลักฐานจองบูธตอบว่า “บริษัทมีสถานะ Exhibitor และมีพื้นที่จัดแสดงจริงหรือไม่”
ดังนั้น หลักฐานจองบูธควรใช้เสริมหนังสือเชิญและเอกสารสปอนเซอร์ ไม่ควรใช้แทนกัน โดยเฉพาะเมื่อเอกสารจองบูธไม่มีชื่อผู้เดินทาง
หลักฐานจองบูธช่วยพิสูจน์เรื่องอะไรในคำร้อง
1. ยืนยันสถานะ Exhibitor
แสดงว่าบริษัทไม่ได้เดินทางไปชมงานอย่างเดียว แต่ลงทะเบียนเป็นผู้แสดงสินค้าและมีสิทธิใช้พื้นที่ในงาน
2. ยืนยันตัวตนของงาน
แสดงชื่องาน ผู้จัด สถานที่ และวันจัดงาน ซึ่งควรตรงกับหนังสือเชิญและแผนเดินทาง
3. ยืนยันหมายเลขบูธ
Booth Number หรือ Hall ช่วยให้ตรวจสอบสถานะของบริษัทกับแผนผังงานหรือรายชื่อ Exhibitor ได้
4. ยืนยันความสัมพันธ์ทางการเงิน
Invoice และใบเสร็จแสดงว่ามีธุรกรรมระหว่างบริษัทผู้แสดงสินค้ากับผู้จัดงานจริง
5. ยืนยันระยะเวลากิจกรรม
วันติดตั้ง วันเปิดงาน และวันรื้อถอนช่วยให้ตารางเดินทางมีเหตุผลและสอดคล้องกับระยะพำนัก
6. ยืนยันแบรนด์หรือสินค้าที่จัดแสดง
เอกสารบางงานระบุหมวดสินค้า แบรนด์ หรือ Product Category ซึ่งช่วยอธิบายวัตถุประสงค์การทำตลาด
ใบจองบูธเพียงอย่างเดียวพิสูจน์อะไรไม่ได้
แม้หลักฐานจองบูธจะมีรายละเอียดครบ แต่โดยทั่วไปยังไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับตัวผู้สมัครทั้งหมด
| คำถามที่เจ้าหน้าที่ต้องเห็น | ใบจองบูธตอบได้หรือไม่ | เอกสารที่ควรใช้เสริม |
|---|---|---|
| ผู้สมัครได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานหรือไม่ | อาจไม่ตอบ หากมีเพียงชื่อบริษัท | Invitation Letter ที่ระบุชื่อผู้สมัคร |
| ผู้สมัครทำหน้าที่อะไรในบูธ | โดยทั่วไปไม่ตอบ | Job Description และ Booth Duty Roster |
| ใครเป็นสปอนเซอร์วีซ่า | ไม่ตอบ | หนังสือคำร้องและคำรับรองของสปอนเซอร์ |
| ใครจ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่าย | ไม่ตอบครบ | Employment Letter และ Sponsorship Letter |
| ผู้สมัครรับค่าตอบแทนจากอินโดนีเซียหรือไม่ | ไม่ตอบ | หนังสือชี้แจงค่าตอบแทนและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย |
| กิจกรรมเป็นการตลาดหรืองานช่าง | ไม่ตอบ | Agenda, Job Scope และรายการเครื่องมือ |
| ผู้สมัครมีความสัมพันธ์กับบริษัทใด | อาจไม่ตอบ | หนังสือรับรองการทำงานหรือเอกสารบริษัท |
หลักฐานจองบูธแบบไหนมีน้ำหนักมากที่สุด
เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ
| ประเภทเอกสาร | ข้อมูลที่ควรมี | น้ำหนักโดยทั่วไป | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| Exhibitor Confirmation | ชื่องาน บริษัท วันจัดงาน Booth Number และสถานะ Confirmed | สูง | ควรออกโดยผู้จัดงานหรือระบบลงทะเบียนทางการ |
| Exhibition Space Contract | คู่สัญญา ขนาดพื้นที่ ราคา เงื่อนไข และลายเซ็น | สูง | ตรวจชื่อบริษัทและวันที่ให้ตรงกับคำร้อง |
| Paid Invoice หรือ Receipt | เลขที่เอกสาร ผู้ชำระ ผู้รับเงิน รายละเอียดค่าบูธ และสถานะชำระแล้ว | สูงเมื่อใช้ร่วมกับ Confirmation | ใบเสร็จอย่างเดียวอาจไม่อธิบายบทบาทผู้สมัคร |
| Unpaid Invoice | ชื่อบริษัท ชื่องาน รายการพื้นที่ และกำหนดชำระ | ปานกลาง | ยังไม่ยืนยันว่าการจองสมบูรณ์ |
| Quotation | ราคาและตัวเลือกพื้นที่ | ต่ำกว่า | อาจเป็นเพียงการสอบถามราคา |
| Floor Plan | Hall, Booth Number และตำแหน่งบริษัท | สนับสนุนได้ดี | ไม่ควรใช้โดยไม่มี Confirmation |
| Screenshot จากแชต | ข้อความยืนยันพื้นที่ | ต่ำ | ตรวจสอบผู้ส่งและความน่าเชื่อถือได้ยาก |
ควรใช้หลักฐานจองบูธร่วมกับเอกสารอะไรบ้าง
ชุดเอกสารที่แข็งแรงควรเชื่อมจากงานมาถึงตัวผู้สมัครเป็นลำดับ ไม่ใช่มีเอกสารจำนวนมากแต่แต่ละชิ้นอธิบายคนละเรื่อง
ระบุชื่อผู้สมัคร บริษัท ชื่องาน บทบาท Exhibitor วัน เวลา และสถานที่
ยืนยันว่าบริษัทมีบูธจริง พร้อมหมายเลขบูธและสถานะการจอง
เชื่อมธุรกรรมระหว่างผู้จัดงานกับบริษัทที่เป็น Exhibitor
ระบุชื่อผู้สมัคร วันที่ และหน้าที่ในบูธ
ยืนยันว่าบริษัทต้นสังกัดส่งผู้สมัครไปทำหน้าที่ชั่วคราวและยังจ่ายเงินเดือนจากต่างประเทศ
สปอนเซอร์ต้องมีบัญชีในระบบ eVisa และดำเนินการตามข้อกำหนดทางการ
แสดงว่าผู้สมัครทำตลาดสินค้า ไม่ได้เข้าไปติดตั้ง ซ่อม หรือทำงานนอกขอบเขตวีซ่า
หากเอกสารจากบริษัทต้นสังกัดต้องจัดทำใหม่ อาจใช้ หนังสือรับรองการทำงาน หรือ Assignment Letter เพื่ออธิบายตำแหน่ง ผู้จ่ายเงินเดือน และหน้าที่ในงานให้ตรงกับใบจองบูธ
ถ้าบูธจองในชื่อผู้แทนจำหน่ายอินโดนีเซีย ใช้ประกอบ C11 อย่างไร
กรณีนี้พบได้บ่อย เพราะ Distributor เป็นผู้ทำสัญญากับผู้จัดงานและชำระค่าบูธในประเทศ แต่บุคลากรจากเจ้าของแบรนด์ต่างประเทศเดินทางไปช่วยนำเสนอสินค้า
ใบจองบูธยังใช้ประกอบได้ แต่ต้องมีเอกสารเชื่อมความสัมพันธ์ให้ครบ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เห็นเพียงว่าบริษัทอินโดนีเซียเป็น Exhibitor แต่ไม่ทราบว่าผู้สมัครต่างชาติเกี่ยวข้องอย่างไร
เอกสารที่ควรเพิ่มเมื่อชื่อผู้จองเป็น Distributor
- หนังสือเชิญจาก Distributor ที่ระบุชื่อผู้สมัคร
- หนังสือรับรองจากผู้จัดงานว่าบริษัทต่างชาติเป็นเจ้าของแบรนด์หรือ Co-Exhibitor
- Distributor Agreement หรือหนังสือแต่งตั้งผู้แทนจำหน่าย
- รายชื่อพนักงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้ประจำบูธ
- เอกสารบริษัทที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับสินค้า
- หนังสือชี้แจงว่าใครรับผิดชอบการขาย การรับเงิน และการออกใบเสร็จ
มีเพียง Invoice หรือใบเสนอราคาค่าบูธ ใช้ยื่นได้ไหม
Invoice สามารถใช้สนับสนุนได้ แต่ควรตรวจสถานะของเอกสารก่อน หากเป็น Paid Invoice หรือมีใบเสร็จรับเงิน จะมีน้ำหนักมากกว่า Invoice ที่ยังรอชำระ
หากมีเพียง Quotation ซึ่งแสดงราคาและตัวเลือกพื้นที่ แต่ยังไม่มีเลขบูธหรือคำว่า Confirmed เอกสารอาจพิสูจน์ได้เพียงว่าบริษัทสนใจเข้าร่วมงาน ยังไม่ยืนยันว่าเป็น Exhibitor จริง
ชุดที่เหมาะกว่าคือ Quotation หรือ Invoice + Payment Receipt + Exhibitor Confirmation + Invitation Letter โดยรายละเอียดสำคัญต้องตรงกัน
ชื่อบริษัท วันที่ และหมายเลขบูธไม่ตรงกัน ควรแก้อย่างไร
เอกสารงานแสดงสินค้ามักออกจากหลายระบบ ทำให้ชื่อบริษัทใช้ตัวย่อไม่เหมือนกัน หรือมีการเปลี่ยนหมายเลขบูธภายหลัง ปัญหาเหล่านี้ควรแก้ก่อนอัปโหลด
| ความไม่ตรงกัน | ความเสี่ยง | แนวทางแก้ |
|---|---|---|
| ชื่อบริษัทแม่กับบริษัทผู้ชำระเงินต่างกัน | ไม่เห็นความสัมพันธ์ของคู่สัญญา | แนบเอกสารบริษัทในเครือและหนังสือชี้แจง |
| บูธจองในชื่อ Distributor | ไม่เห็นว่าผู้สมัครต่างชาติมีสิทธิประจำบูธ | แนบ Distributor Agreement และ Staff Authorization |
| หมายเลขบูธใน Invoice กับ Floor Plan ต่างกัน | ดูเหมือนข้อมูลไม่อัปเดต | ขอ Booth Relocation Confirmation จากผู้จัดงาน |
| วันงานเปลี่ยน แต่ Invitation ยังเป็นวันเดิม | แผนเดินทางและวัตถุประสงค์ไม่ตรงกัน | ขอ Invitation Letter ฉบับแก้ไข |
| ชื่อแบรนด์ไม่ตรงกับชื่อนิติบุคคล | ไม่เห็นเจ้าของสินค้า | แนบ Brand Ownership หรือ Authorization Letter |
| ชื่อผู้สมัครไม่อยู่ในเอกสารงาน | ไม่สามารถเชื่อมผู้สมัครกับบูธ | เพิ่ม Exhibitor Staff List หรือหนังสือเชิญรายบุคคล |
⚡ Invoice, Invitation และ Employment Letter ใช้ชื่อบริษัทคนละแบบ?
ให้ทีม Co Journey Visa ช่วยทำ Evidence Map และระบุว่าเอกสารใดต้องแก้ เอกสารใดต้องเพิ่มหนังสือชี้แจงก่อนยื่น
ตัวอย่างการใช้หลักฐานจองบูธในคำร้อง C11
เคสที่ 1: บริษัทไทยจองบูธโดยตรง
Exhibitor Confirmation และใบเสร็จระบุชื่อบริษัทไทย หมายเลขบูธ และวันจัดงานตรงกับหนังสือเชิญ
สิ่งที่ต้องเพิ่ม: รายชื่อทีมงาน หนังสือมอบหมาย และ Job Description ของผู้สมัครแต่ละคน
เคสที่ 2: Distributor เป็นผู้จอง
Invoice อยู่ในชื่อบริษัทอินโดนีเซีย แต่สินค้าที่จัดแสดงเป็นแบรนด์ของบริษัทไทย
สิ่งที่ต้องเพิ่ม: Distributor Agreement, Invitation Letter และหนังสืออนุญาตให้พนักงานบริษัทไทยประจำบูธ
เคสที่ 3: ยังมีเพียง Quotation
บริษัทเลือกพื้นที่แล้วแต่ยังไม่ชำระเงินและยังไม่มี Booth Number
สิ่งที่ควรทำ: ขอ Booking Confirmation หรือเอกสารจากผู้จัดที่ยืนยันว่าสถานะได้รับอนุมัติแล้ว
เคสที่ 4: งานเปลี่ยนหมายเลขบูธ
Invoice ระบุ A12 แต่ Floor Plan ฉบับล่าสุดระบุ B08
สิ่งที่ควรทำ: ขอหนังสือ Booth Relocation Confirmation เพื่อเชื่อมเอกสารสองชุด
ตัวอย่างข้างต้นเป็นแนวทางจัดเอกสาร ไม่ใช่การรับรองผลวีซ่า การพิจารณาขึ้นอยู่กับ Immigration สปอนเซอร์ และรายละเอียดของคำร้องแต่ละราย
ขั้นตอนตรวจหลักฐานจองบูธก่อนอัปโหลดคำร้อง
ควรเป็นผู้จัดงาน ศูนย์แสดงสินค้า หรือระบบลงทะเบียนทางการที่ตรวจสอบได้
ดูว่าเป็น Confirmed, Paid, Reserved หรือยังเป็นเพียง Quotation
ต้องตรงกับ Invitation, Employment Letter หรือมีเอกสารอธิบายความสัมพันธ์
วันงานต้องสัมพันธ์กับเที่ยวบิน ที่พัก และระยะเวลาที่ขอพำนัก
ให้ตรงกับ Floor Plan, Exhibitor Directory และหนังสือเชิญ
ใช้ Staff List, Duty Roster, Assignment Letter หรือ Invitation รายบุคคล
แยกงานทำตลาดออกจากการติดตั้ง ซ่อม รับค่าจ้าง หรือทำงานแทนทีมท้องถิ่น
แหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบก่อนยื่น C11
เว็บไซต์ Immigration อินโดนีเซียระบุว่า C11 ใช้สำหรับการทำตลาดสินค้าและบริการในงาน MICE หรือ Exhibition ในฐานะ Exhibitor ต้องมีสปอนเซอร์ และมีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องหนังสือรับรองหรือหนังสือเชิญจากผู้จัดกิจกรรม
รายการเอกสาร รูปแบบไฟล์ ค่าธรรมเนียม ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจข้อมูลล่าสุดก่อนให้สปอนเซอร์ยื่นคำร้อง
⭐ ทำไมควรเลือก Co Journey Visa?
- ตรวจน้ำหนักของหลักฐานจองบูธ — แยกว่าเอกสารเป็น Confirmation, Contract, Paid Invoice หรือเพียง Quotation
- สร้าง Evidence Chain ให้ครบ — เชื่อมผู้จัดงาน บริษัท Exhibitor สปอนเซอร์ และชื่อผู้สมัครเข้าด้วยกัน
- ตรวจชื่อบริษัทและหมายเลขบูธ — ช่วยหาจุดไม่ตรงกันก่อนเอกสารถูกอัปโหลด
- แยกบทบาทรายบุคคล — ตรวจว่าใครเป็นทีมขาย ทีมการตลาด วิทยากร หรือช่างเทคนิค
- วางแผนตามเอกสารจริง — ช่วยเตรียมคำร้องโดยไม่การันตีผลการพิจารณาของ Immigration
บริษัทที่กำลังเตรียม วีซ่าอินโดนีเซีย สามารถส่งหลักฐานจองบูธและหนังสือเชิญให้ทีมช่วย ปรึกษาวีซ่า ก่อนเริ่มคำร้องจริง
❓ คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับหลักฐานจองบูธและวีซ่า C11
📌 สรุปการใช้หลักฐานจองพื้นที่บูธสำหรับ C11
- หลักฐานจองบูธใช้ยืนยันสถานะ Exhibitor และการมีพื้นที่จัดแสดงจริง
- ไม่ควรใช้แทนหนังสือเชิญหรือหนังสือรับรองจากผู้จัดกิจกรรม
- Exhibitor Confirmation และสัญญาจองพื้นที่มีน้ำหนักมากกว่า Quotation
- Paid Invoice ควรใช้ร่วมกับ Booth Confirmation ไม่ใช่ใช้เพียงใบเดียว
- เอกสารควรมีชื่องาน วันจัดงาน สถานที่ บริษัท และหมายเลขบูธ
- ต้องมีเอกสารเชื่อมชื่อผู้สมัครเข้ากับบูธและหน้าที่ Exhibitor
- หากบูธอยู่ในชื่อ Distributor ต้องแสดงความสัมพันธ์กับบริษัทต่างชาติ
- ชื่อบริษัท วันงาน และ Booth Number ต้องตรงกันหรือมีหนังสืออธิบาย
- Job Description ต้องแสดงว่าเป็นงานทำตลาด ไม่ใช่งานติดตั้งหรือซ่อม
- ควรตรวจข้อกำหนดล่าสุดจาก Immigration และระบบ eVisa ก่อนยื่นจริง
มีใบจองบูธ ไม่ได้แปลว่าชุดเอกสาร C11 ครบแล้ว
ทีม Co Journey Visa ช่วยตรวจว่าเอกสารจองพื้นที่ หนังสือเชิญ รายชื่อทีมงาน และเอกสารสปอนเซอร์เชื่อมกันครบหรือยัง พร้อมระบุจุดที่ควรขอผู้จัดงานออกเอกสารเพิ่มเติม
📱 ปรึกษาทาง LINE: @cojourneyvisaหรือโทร 080-8412543 / 061-0312188 | cojourneyvisa@gmail.com
บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณไหม?
ให้คะแนนหรือเขียนรีวิวสั้น ๆ ได้ทันที ไม่ต้องสมัครสมาชิก ความคิดเห็นของคุณช่วยให้เราปรับบทความให้ตอบคำถามคนอ่านได้ดีขึ้น
รีวิวจากผู้อ่าน
อธิบายเข้าใจง่ายมากค่ะ มีตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน ทำให้เรื่องที่ดูซับซ้อนอ่านง่ายขึ้นเยอะเลย
บทความมีประโยชน์ครับ เนื้อหาครบและตรงประเด็น อยากให้มีตัวอย่างเพิ่มเติมในช่วงท้ายอีกนิด
ชอบการจัดเรียงเนื้อหามากค่ะ อ่านเพลิน ไม่ยาวเกินไป ได้ความรู้ใหม่ ๆ กลับไปเยอะเลย
บทความกระชับ เข้าใจง่าย แชร์ให้เพื่อนอ่านแล้ว ทุกคนบอกว่าได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ







