สหรัฐฯ เพิ่มการตรวจโซเชียลมีเดียผู้ขอวีซ่า 2569 ใครบ้างต้องเปิดบัญชีเป็นสาธารณะ?

สหรัฐฯ เพิ่มการตรวจโซเชียลมีเดียผู้ขอวีซ่า 2569 ใครบ้างต้องเปิดบัญชีเป็นสาธารณะ?

🇺🇸 US Visa Social Media Screening 2026
สหรัฐฯ เพิ่มการตรวจโซเชียลมีเดียผู้ขอวีซ่า 2569 ใครบ้างต้องเปิดบัญชีเป็นสาธารณะ?

อัปเดตล่าสุด 1 ตุลาคม 2569 สหรัฐฯ เพิ่มวีซ่า I, TN และ TD ในมาตรการตรวจออนไลน์ พร้อมสรุปวีซ่านักเรียน ทำงาน คู่หมั้น และผู้ติดตามที่ต้องเปิดโปรไฟล์เป็น Public รวมคำตอบว่าวีซ่าท่องเที่ยว B1/B2 ต้องทำด้วยหรือไม่

📅 อัปเดตล่าสุด: 27 ตุลาคม 2569 ✍️ ไชยภัทร พรหมบริรักษ์ ⏱ อ่านประมาณ 14 นาที

นักศึกษาชาวไทยคนหนึ่งกำลังเตรียมขอวีซ่า F-1 เพื่อไปเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา หลังกรอก DS-160 เสร็จ เจ้าตัวสงสัยว่าบัญชี Instagram ที่ตั้งเป็น Private มาหลายปีจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น Public หรือไม่ และถ้ามีบัญชี TikTok อีกหนึ่งบัญชีต้องเปิดด้วยหรือเปล่า

ในเวลาเดียวกัน ผู้สมัครวีซ่าท่องเที่ยว B1/B2 อีกคนได้รับข้อความจากเพื่อนว่า “ปี 2569 สถานทูตสหรัฐฯ บังคับให้คนขอวีซ่าทุกคนเปิด Facebook เป็นสาธารณะแล้ว” จึงกังวลว่าการตั้งค่า Private จะทำให้วีซ่าถูกปฏิเสธ

ทั้งสองคนกำลังเจอปัญหาที่เกิดจากการนำ ข้อกำหนดสองเรื่องมาปะปนกัน ได้แก่ การแจ้งชื่อบัญชีโซเชียลมีเดียในแบบฟอร์มวีซ่า ซึ่งมีมาหลายปีแล้ว และมาตรการใหม่ที่กำหนดให้ผู้สมัครวีซ่าบางประเภทปรับโปรไฟล์โซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะเพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลออนไลน์ได้

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศขยายการตรวจ Online Presence Review เพิ่มเติม โดยมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และเพิ่มกลุ่มวีซ่า I, TN และ TD จากกลุ่มที่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้า

ผู้ใช้งานสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์สำหรับตรวจบัญชีโซเชียลมีเดียก่อนยื่นวีซ่าสหรัฐอเมริกา
✅ คำตอบสั้น ๆ: ปี 2569 วีซ่าสหรัฐฯ ประเภทใดต้องเปิดโซเชียลมีเดียเป็น Public?

ไม่ใช่วีซ่าทุกประเภทที่ถูกสั่งให้เปิดบัญชีเป็นสาธารณะเหมือนกัน ตามประกาศล่าสุดของ U.S. Department of State กลุ่มที่อยู่ภายใต้มาตรการเปิดโปรไฟล์เป็น Public หรือ Open ครอบคลุมวีซ่านักเรียน F และ M, โครงการแลกเปลี่ยน J, วีซ่าทำงาน H-1B และ H-3 พร้อมผู้ติดตาม H-4 ที่เกี่ยวข้อง, วีซ่าคู่หมั้นและครอบครัว K, วีซ่า Q, R, S, T, U รวมถึง A-3, C-3 เฉพาะคนทำงานบ้าน, G-5 และกลุ่มใหม่ I, TN และ TD

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ผู้สมัครวีซ่า I สำหรับผู้แทนสื่อมวลชนต่างประเทศ และ TN/TD สำหรับผู้เชี่ยวชาญตามกรอบ USMCA และผู้ติดตาม ถูกเพิ่มเข้ามาในกลุ่มที่ต้องตั้งค่าบัญชีให้เป็น Public หรือ Open

ส่วน B-1/B-2 วีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจระยะสั้น ไม่ปรากฏในรายชื่อกลุ่มที่ประกาศดังกล่าวสั่งให้เปิดทุกโปรไฟล์เป็นสาธารณะโดยเฉพาะ แต่ผู้สมัครส่วนใหญ่ยังต้องกรอก Social Media Identifiers ย้อนหลัง 5 ปีใน DS-160 ตามข้อกำหนดที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2562

ข้อสำคัญ: การแจ้ง Username ใน DS-160 กับการปรับ Privacy Settings เป็น Public เป็นคนละข้อกำหนด และการตรวจข้อมูลออนไลน์ไม่ได้หมายความว่าสถานทูตต้องการ Password หรือ OTP ของผู้สมัคร

📌 ข้อมูลล่าสุดที่ใช้ในบทความนี้

อ้างอิงประกาศกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ลงวันที่ 18 กันยายน 2569 และมีผลขยายกลุ่มวีซ่าตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ไม่ใช่เฉพาะข่าวขยายมาตรการเมื่อเดือนมีนาคม

อ่านประกาศล่าสุดจาก U.S. Department of State

📱 กำลังกรอก DS-160 แต่ไม่แน่ใจว่าต้องแจ้งบัญชีไหนบ้าง?

Co Journey Visa สามารถช่วยตรวจความครบถ้วนของข้อมูลที่ใช้เตรียมแบบฟอร์มวีซ่าสหรัฐฯ รวมถึงรายการบัญชีโซเชียลมีเดียที่ผู้สมัครรวบรวมไว้ โดยผู้สมัครควรตรวจข้อกำหนดล่าสุดของวีซ่าตนเองจากหน่วยงานสหรัฐฯ

💬 สอบถามการเตรียมข้อมูล DS-160

1. กฎตรวจโซเชียลมีเดียวีซ่าสหรัฐฯ ปี 2569 เริ่มเมื่อไร? ทำความเข้าใจไทม์ไลน์ก่อน

มาตรการตรวจข้อมูลออนไลน์ของผู้สมัครวีซ่าไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปี 2569 แต่เกิดการขยายขอบเขตหลายระยะ จนทำให้มีผู้สมัครวีซ่าหลากหลายกลุ่มต้องปรับโปรไฟล์ให้ตรวจสอบได้

วันที่มีผล / ประกาศ สิ่งที่เปลี่ยนแปลง ผลต่อผู้สมัคร
31 พฤษภาคม 2562 เพิ่มการเก็บ Social Media Identifiers ในแบบฟอร์มวีซ่าส่วนใหญ่ ผู้สมัครส่วนใหญ่ต้องให้ชื่อบัญชีของแพลตฟอร์มที่ใช้ในช่วง 5 ปีตามแบบฟอร์ม
ปี 2568 ใช้ Online Presence Review กับผู้สมัครวีซ่านักเรียนและโครงการแลกเปลี่ยน F, M และ J กลุ่มดังกล่าวได้รับคำแนะนำให้เปิดโปรไฟล์เป็น Public
15 ธันวาคม 2568 ขยายไปยัง H-1B และผู้ติดตาม H-4 เพิ่มกลุ่มผู้สมัครวีซ่าทำงานและครอบครัว
30 มีนาคม 2569 เพิ่ม A-3, C-3 เฉพาะคนทำงานบ้าน, G-5, H-3, H-4 ของ H-3, K, Q, R, S, T และ U กลุ่มเหล่านี้ต้องตรวจการตั้งค่าบัญชีตามประกาศ
1 ตุลาคม 2569 เพิ่ม I, TN และ TD เป็นการขยายกลุ่มล่าสุดที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่เขียนบทความ

↔ บนมือถือสามารถเลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้

ทำไมข่าวเดือนมีนาคมกับข่าวเดือนกันยายนจึงมีรายชื่อวีซ่าไม่เหมือนกัน?

เพราะเป็นประกาศคนละระยะ โดยข่าววันที่ 25 มีนาคม 2569 อธิบายกลุ่มที่เพิ่มตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ส่วนประกาศวันที่ 18 กันยายน เพิ่ม I, TN และ TD โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม

หากอ่านเพียงข่าวเดือนมีนาคม ผู้สมัครวีซ่าสื่อมวลชน I หรือวีซ่า TN/TD อาจเข้าใจผิดว่าตนยังไม่อยู่ในมาตรการ

✅ ยึดประกาศล่าสุด ไม่ใช่รายชื่อจากข่าวเก่าชิ้นเดียว

ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 รายชื่อที่ควรใช้ตรวจคือประกาศวันที่ 18 กันยายน 2569 ซึ่งรวมกลุ่มที่ถูกกำหนดไว้ก่อนหน้านั้นด้วย

2. วีซ่าสหรัฐฯ ประเภทใดต้องเปิดบัญชีโซเชียลมีเดียเป็น Public หรือ Open ในปี 2569?

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้คำว่า Online Presence Review และระบุให้ผู้สมัครในกลุ่มที่กำหนดปรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโปรไฟล์โซเชียลมีเดียทั้งหมดเป็น Public หรือ Open

ตารางต่อไปนี้จัดกลุ่มตามลักษณะการเดินทาง เพื่อให้ผู้สมัครชาวไทยตรวจได้ง่ายขึ้น

กลุ่มวีซ่า รหัสวีซ่าที่ประกาศครอบคลุม ความหมายและตัวอย่างผู้สมัคร
นักเรียนและนักศึกษา F-1, F-2, M-1, M-2 ผู้เรียนและผู้ติดตามในกลุ่มการศึกษาที่เกี่ยวข้อง
โครงการแลกเปลี่ยน J-1, J-2 ผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนและผู้ติดตาม
แรงงานทักษะสูงและผู้ติดตาม H-1B, H-4 ของผู้ถือ H-1B ผู้ทำงานตามประเภท H-1B และคู่สมรสหรือบุตรที่เข้าเกณฑ์ H-4
ผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้ติดตาม H-3, H-4 ของผู้ถือ H-3 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมและสมาชิกครอบครัวที่เข้าเกณฑ์
คู่หมั้นและครอบครัว K-1, K-2, K-3 ผู้สมัครวีซ่าคู่หมั้นหรือคู่สมรสและบุตรในกลุ่มที่กำหนด
บุคลากรในงานราชการบางประเภท A-3, C-3 เฉพาะ Domestic Worker, G-5 กลุ่มผู้ปฏิบัติงานส่วนบุคคลหรือคนทำงานบ้านที่เข้ารหัสวีซ่าเหล่านี้
แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม Q ผู้สมัครโครงการ International Cultural Exchange
งานด้านศาสนา R-1, R-2 ผู้ปฏิบัติงานด้านศาสนาและผู้ติดตามตามประเภทวีซ่า
พยาน ผู้ให้ข้อมูล และผู้ได้รับความคุ้มครอง S, T, U ผู้สมัครในกลุ่มเฉพาะตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง
ผู้แทนสื่อมวลชนต่างประเทศ I กลุ่มที่เพิ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569
ผู้ประกอบวิชาชีพภายใต้ USMCA TN, TD ผู้สมัครที่เข้าเกณฑ์ TN และผู้ติดตาม TD โดยเพิ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

↔ บนมือถือสามารถเลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้

ผู้ติดตาม F-2, M-2, J-2 และ H-4 ต้องเปิดบัญชีด้วยหรือไม่?

หากผู้สมัครอยู่ในประเภทวีซ่าที่ประกาศครอบคลุม ต้องพิจารณาข้อกำหนดของตนเองด้วย ไม่ควรถือว่ามีเพียงผู้สมัครหลักที่ต้องเตรียมบัญชี

ตัวอย่างเช่น ผู้สมัคร F-1 และคู่สมรสผู้สมัคร F-2 อาจมีบัญชีโซเชียลมีเดียคนละชุด จึงต้องตรวจข้อมูลของแต่ละบุคคลตามแบบฟอร์มและมาตรการที่ใช้

คนไทยสามารถขอวีซ่า TN ได้เพราะถูกเพิ่มในมาตรการนี้หรือไม่?

ไม่ใช่ เพราะการเพิ่ม TN/TD ในมาตรการตรวจโซเชียลมีเดียไม่ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์คุณสมบัติของวีซ่า TN ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพสัญชาติแคนาดาและเม็กซิโกภายใต้ USMCA

รายชื่อดังกล่าวเป็นการระบุว่าใครต้องถูกตรวจออนไลน์เพิ่มเติม ไม่ใช่การเปิดสิทธิให้ทุกสัญชาติสมัครวีซ่าประเภทนั้นได้

3. ขอวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา B1/B2 ต้องเปิด Facebook, Instagram และ TikTok เป็นสาธารณะหรือไม่?

คำตอบ ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 คือ B-1/B-2 ไม่อยู่ในรายชื่อวีซ่าที่ถูกระบุให้เปิดทุกบัญชีเป็น Public หรือ Open โดยเฉพาะในประกาศล่าสุด

แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัคร B1/B2 ไม่ต้องแจ้งบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ไม่สามารถพิจารณาข้อมูลที่เผยแพร่สาธารณะได้

สิ่งที่ผู้สมัคร B1/B2 ยังต้องทำ

  • กรอก DS-160 ตามข้อมูลจริง
  • ให้ Social Media Identifiers ของแพลตฟอร์มที่ใช้ในระยะเวลา 5 ปีตามคำถามของแบบฟอร์ม
  • ตรวจว่าชื่อบัญชีตรงกับบัญชีที่ใช้งานหรือเคยใช้งานจริง
  • เตรียมตอบคำถามเรื่องวัตถุประสงค์การเดินทาง งาน รายได้ และระยะเวลาที่จะอยู่ในสหรัฐฯ
  • หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันหรือเป็นเท็จระหว่างแบบฟอร์มกับคำให้สัมภาษณ์

ต้องเปลี่ยน Instagram เป็น Public เพียงเพราะจะยื่น B1/B2 หรือไม่?

จากประกาศประเภทวีซ่าที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบัน ไม่มีข้อกำหนดเฉพาะที่ระบุให้ผู้สมัคร B-1/B-2 ทุกคนต้องปรับทุกโปรไฟล์เป็นสาธารณะในลักษณะเดียวกับกลุ่ม F, M, J หรือ H-1B

แต่การตรวจสอบข้อมูลออนไลน์อาจเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินคุณสมบัติผู้สมัครทุกประเภท และเจ้าหน้าที่อาจขอข้อมูลเพิ่มเติมตามกรณี

⚠️ ระวังการตีความว่า “ไม่ต้อง Public” แปลว่า “ไม่ต้องแจ้งชื่อบัญชี”

ผู้สมัครวีซ่าท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังต้องให้ Social Media Identifiers ใน DS-160 แม้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ประกาศสั่งเปิดทุกบัญชีเป็น Public

สำหรับการเตรียมเอกสาร สามารถศึกษาข้อมูล วีซ่าสหรัฐอเมริกา และตรวจข้อกำหนดล่าสุดจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก่อนยื่น

4. DS-160 ต้องแจ้งโซเชียลมีเดียย้อนหลัง 5 ปี ต่างจากการเปิดโปรไฟล์เป็น Public อย่างไร?

เรื่องนี้เป็นจุดที่ทำให้ข่าวเกี่ยวกับการตรวจโซเชียลมีเดียสหรัฐฯ ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนมากที่สุด

สหรัฐฯ เริ่มเก็บข้อมูล Social Media Identifiers จากผู้สมัครวีซ่าส่วนใหญ่ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 โดยเพิ่มเติมคำถามในแบบฟอร์มวีซ่า

ส่วนประกาศที่ขยายการตรวจ Online Presence Review เป็นมาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้สมัครบางประเภท ที่กำหนดให้ปรับโปรไฟล์เป็น Public หรือ Open

หัวข้อ Social Media Identifiers ใน DS-160 Public / Open Profiles
เริ่มใช้ เก็บข้อมูลในแบบฟอร์มส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 2562 ขยายมาตรการต่อเนื่องถึงปี 2569
ใช้กับใคร ผู้สมัครวีซ่าส่วนใหญ่ตามแบบฟอร์มและข้อยกเว้น กลุ่มประเภทวีซ่าที่ประกาศระบุ
สิ่งที่ผู้สมัครต้องทำ แจ้งแพลตฟอร์มและ Username หรือ Handle ที่ใช้ตามช่วงเวลาที่ถาม ปรับ Privacy Settings ของโปรไฟล์ที่ตนมีเป็น Public หรือ Open
ระยะเวลาย้อนหลัง 5 ปีตามคำถามของแบบฟอร์ม ประกาศไม่ได้กำหนดให้ตีความว่าเปิดเฉพาะโพสต์ย้อนหลัง 5 ปี
ต้องให้ Password หรือไม่ ไม่ต้องให้ Password การเปิด Public ไม่ใช่การมอบรหัสผ่านให้เจ้าหน้าที่
ตัวอย่าง B1/B2 โดยทั่วไปต้องตอบ Social Media Identifiers ไม่อยู่ในรายชื่อเปิด Public ทุกบัญชีตามประกาศล่าสุด
ตัวอย่าง F-1 ต้องตอบข้อมูลบัญชีตาม DS-160 อยู่ในกลุ่มที่ให้เปิด Public หรือ Open

↔ บนมือถือสามารถเลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้

Social Media Identifier คืออะไร?

คือชื่อระบุบัญชีที่ใช้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Username, Handle หรือชื่อบัญชีที่ใช้ระบุตัวผู้สมัคร ไม่ใช่รหัสผ่าน และไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อจริงที่ปรากฏบนหน้าโปรไฟล์

ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งใช้ชื่อแสดงผลว่า “Nina Travel” แต่มี Username บน Instagram เป็นอีกชื่อหนึ่ง การกรอกควรใช้ข้อมูลที่แบบฟอร์มถามเพื่อระบุบัญชีจริงให้ถูกต้อง

ถ้าใช้หลายบัญชีในแพลตฟอร์มเดียวต้องกรอกอย่างไร?

หากใช้หลาย Username หรือ Handle ภายในช่วงที่แบบฟอร์มถาม ควรตรวจให้ครบตามคำชี้แจงของระบบ และเพิ่มข้อมูลตามฟังก์ชันที่แบบฟอร์มเปิดให้กรอก

ไม่ควรแจ้งเพียงบัญชีที่ใช้งานบ่อยที่สุดแล้วละเลยบัญชีอื่นที่เข้าข่ายคำถาม

💡 วิธีจำง่าย

DS-160 = แจ้งว่าคุณเคยใช้บัญชีอะไร

Public / Open = ทำให้โปรไฟล์ของผู้สมัครในกลุ่มที่ถูกกำหนดสามารถตรวจดูได้ตามการตั้งค่าที่ประกาศ

สองอย่างนี้เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่ข้อกำหนดเดียวกัน

5. Facebook, Instagram, TikTok, LinkedIn และบัญชีโซเชียลอื่น ต้องตรวจอะไรบ้าง?

ผู้สมัครมักถามว่าต้องเปิดเฉพาะ Facebook หรือเปิด Instagram และ TikTok ด้วย คำตอบขึ้นอยู่กับว่าตนใช้บัญชีใด และกำลังยื่นวีซ่าที่อยู่ในกลุ่มมาตรการเปิด Public หรือไม่

ประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้ถ้อยคำให้ปรับค่าความเป็นส่วนตัวของ โปรไฟล์โซเชียลมีเดียทั้งหมด สำหรับกลุ่มวีซ่าที่กำหนด ไม่ได้จำกัดเพียง Facebook หรือแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง

Personal Profile

📘 Facebook

ตรวจสถานะโปรไฟล์และบัญชีที่ใช้จริง รวมถึงความสามารถในการมองเห็นข้อมูลสาธารณะตามการตั้งค่าของแพลตฟอร์ม

Photo & Video

📸 Instagram

ตรวจว่าบัญชีตั้งเป็น Private หรือ Public และตรวจ Username ที่ต้องกรอกให้ตรงกับบัญชีจริง

Short Video

🎬 TikTok

ตรวจสถานะบัญชีและชื่อผู้ใช้ โดยเฉพาะเมื่อมีหลายบัญชีหรือเปลี่ยนชื่อบัญชีในช่วงที่เกี่ยวข้อง

Professional Network

💼 LinkedIn

ตรวจข้อมูลประสบการณ์ทำงาน การศึกษา และช่วงเวลาให้สอดคล้องกับข้อมูลจริงในเอกสารวีซ่า

Posts & Discussions

💬 X และแพลตฟอร์มอื่น

ตรวจบัญชีที่ตนใช้และรายการแพลตฟอร์มที่ปรากฏในแบบฟอร์มปัจจุบัน ไม่สมมติว่าต้องเป็นแอปยอดนิยมเท่านั้น

Additional Accounts

🗂️ บัญชีรอง

ตรวจว่ามีบัญชีสำรอง บัญชีที่ไม่ได้ใช้ประจำ หรือบัญชีที่เคยเปลี่ยน Username ซึ่งยังเข้าข่ายคำถามหรือไม่

LINE และ WhatsApp ต้องแจ้งด้วยหรือไม่?

ไม่ควรสรุปจากชื่อแอปเพียงอย่างเดียว เพราะแบบฟอร์มมีรายการ Social Media Provider หรือ Platform ที่ต้องเลือก และอาจมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเว็บไซต์หรือแอปที่ใช้สร้างหรือแบ่งปันเนื้อหา

การส่งข้อความส่วนตัวระหว่างบุคคลไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเปิดเผย Username ของโปรไฟล์โซเชียลมีเดีย ผู้สมัครควรอ่านข้อความช่วยเหลือในแบบฟอร์มที่ใช้อยู่จริง และไม่ใส่ข้อมูลเกินกว่าที่แบบฟอร์มกำหนดโดยไม่มีเหตุผล

บัญชีบริษัทที่มีผู้ดูแลหลายคนต้องแจ้งไหม?

ต้องแยกบัญชีส่วนตัวของผู้สมัครออกจากบัญชีที่จัดทำเพื่อใช้งานร่วมกันในองค์กร โดยอ่านคำแนะนำของแบบฟอร์มเกี่ยวกับบัญชีที่มีผู้ใช้หลายคน

หากบุคคลหนึ่งเป็นผู้ดูแลเพจของบริษัท แต่เพจนั้นไม่ใช่โปรไฟล์ส่วนตัวของตน ไม่ควรกรอกอย่างเหมารวมโดยไม่ได้ตรวจนิยามและคำถามของแบบฟอร์ม

⚠️ ไม่ควรเดาว่าบางแพลตฟอร์ม “สถานทูตไม่ตรวจ”

วิธีที่เหมาะสมคืออ่านรายชื่อแพลตฟอร์มใน DS-160 ฉบับที่กำลังใช้ และตรวจการตั้งค่าของบัญชีโซเชียลมีเดียที่ตนมีจริงตามมาตรการที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรอาศัยข่าวลือจากผู้สมัครคนอื่น

ผู้ใช้กำลังเปิดแอป Instagram บนสมาร์ตโฟนเพื่อจัดการความเป็นส่วนตัวของบัญชี

6. ต้องตั้งบัญชีเป็น Public อย่างไร ก่อนยื่นวีซ่าสหรัฐฯ ที่อยู่ในกลุ่มตรวจออนไลน์?

หากประเภทวีซ่าของคุณอยู่ในกลุ่มที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุให้เปิดโปรไฟล์สาธารณะ ควรตรวจ Privacy Settings ของแต่ละบัญชีอย่างเป็นระบบ

เนื่องจากชื่อเมนูและขั้นตอนของแต่ละแพลตฟอร์มอาจเปลี่ยนได้ จึงควรใช้เมนูความเป็นส่วนตัวในแอปหรือเว็บไซต์ทางการของแพลตฟอร์มนั้น ไม่ใช้ภาพหน้าจอเก่าที่อาจไม่ตรงกับเวอร์ชันปัจจุบัน

1

ตรวจประเภทวีซ่าก่อน
เช็กว่าประเภทของตนอยู่ในกลุ่ม Online Presence Review ที่ถูกระบุให้เปิดโปรไฟล์ Public หรือ Open หรือไม่

2

รวบรวมบัญชีที่ใช้งาน
จัดรายการชื่อแพลตฟอร์ม Username และบัญชีสำรองที่เป็นของตน โดยแยกจากบัญชีที่ใช้ร่วมกันในองค์กร

3

เข้าเมนู Privacy หรือ Account Privacy
ตรวจการตั้งค่าบัญชีตามคำแนะนำทางการของแต่ละแอป

4

ปรับโปรไฟล์เป็น Public หรือ Open เมื่อเข้าข่าย
ปฏิบัติตามคำสั่งของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สำหรับประเภทวีซ่าที่เกี่ยวข้อง

5

ตรวจการแสดงผลตามที่บัญชีรองรับ
ดูว่าการตั้งค่าถูกบันทึกแล้วหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรหัสผ่านหรือข้อมูลสำหรับเข้าสู่ระบบให้บุคคลอื่น

6

เปรียบเทียบกับข้อมูล DS-160
ตรวจว่าแพลตฟอร์มและ Username ที่กรอกเป็นข้อมูลของบัญชีจริง ไม่ใช่ชื่อที่สะกดผิดหรือบัญชีคนอื่น

7

ตรวจคำแนะนำจากสถานทูตก่อนวันสัมภาษณ์
หากมีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัญชีหรือระยะเวลาการตั้งค่า ให้ใช้คำแนะนำทางการสำหรับคำร้องนั้น

ต้องเปิดเป็น Public นานกี่วัน?

ประกาศกลางที่ตรวจสอบได้ระบุให้ปรับบัญชีเป็น Public หรือ Open เพื่อรองรับกระบวนการตรวจสอบ แต่ ไม่ได้ระบุจำนวนวันมาตรฐาน เช่น ต้องเปิด 7 วัน 30 วัน หรือ 90 วันสำหรับผู้สมัครทุกคน

จึงไม่ควรเชื่อคำแนะนำที่อ้างระยะเวลาแน่นอนโดยไม่มีประกาศทางการรองรับ

หากได้รับคำขอเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่พิจารณาวีซ่า ควรทำตามคำแนะนำที่ส่งถึงผู้สมัครโดยตรง และไม่ปรับบัญชีกลับเป็น Private โดยสมมติว่าเมื่อสัมภาษณ์เสร็จแล้วการตรวจสอบสิ้นสุดทันที

🔒 การเปิด Public เพิ่มการมองเห็นต่อบุคคลทั่วไปด้วย

ก่อนเปลี่ยนค่า ควรตระหนักว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคนอื่นอาจเข้าถึงข้อมูลที่แสดงเป็นสาธารณะได้มากขึ้น ระวังข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว ข้อมูลเด็ก เลขเอกสาร และข้อมูลที่อาจนำไปใช้หลอกลวง

ไม่ควรนำเอกสารส่วนบุคคลขึ้นโพสต์สาธารณะเพื่อพิสูจน์ความพร้อมในการยื่นวีซ่า เพราะประกาศไม่ได้กำหนดให้ผู้สมัครต้องเผยแพร่พาสปอร์ตหรือเอกสารการเงินลงในโซเชียลมีเดีย

7. ถ้ามีบัญชีเก่าที่ปิดไปแล้ว เปลี่ยนชื่อบัญชี หรือไม่เล่นโซเชียลมีเดีย ต้องกรอก DS-160 อย่างไร?

ปัญหาที่พบได้ในการเตรียมข้อมูลวีซ่าคือผู้สมัครจำ Username เก่าไม่ได้ หรือเคยใช้หลายบัญชีก่อนเปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบัน

กรณีไม่เคยเล่นโซเชียลมีเดีย

หากไม่เคยใช้แพลตฟอร์มที่แบบฟอร์มถามภายในช่วงเวลาที่กำหนด สามารถตอบ None ตามข้อเท็จจริงได้

แนวทางของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าการไม่มี Social Media Identifier ไม่ใช่เหตุให้ถูกปฏิเสธวีซ่าเพียงเพราะไม่ได้มีบัญชี

กรณีเคยใช้ Facebook หรือ Instagram แต่เลิกใช้แล้ว

หากบัญชีเคยถูกใช้ในช่วง 5 ปีก่อนยื่น และเป็นแพลตฟอร์มที่แบบฟอร์มกำหนดให้แจ้ง ควรให้ข้อมูลตามความเป็นจริง แม้ปัจจุบันจะเลิกใช้งานแล้ว

การเลิกใช้งานไม่ได้หมายความว่าไม่เคยใช้บัญชีภายในช่วงเวลาที่ถาม

กรณีเปลี่ยน Username

ควรรวบรวมชื่อบัญชีเดิมที่เคยใช้ในช่วงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งชื่อปัจจุบัน และตรวจคำแนะนำของแบบฟอร์มเกี่ยวกับการให้ข้อมูลหลาย Identifier

หากไม่แน่ใจ อาจตรวจจากอีเมลแจ้งเตือนเก่า ประวัติการตั้งค่าบัญชี หรือข้อมูลที่ตนเคยบันทึกไว้ โดยไม่ควรสร้างชื่อบัญชีจากการคาดเดา

กรณีจำ Username เก่าไม่ได้

ควรพยายามตรวจหลักฐานเท่าที่มี หากยังหาข้อมูลไม่ได้ ให้ตรวจคำแนะนำทางการเกี่ยวกับการตอบคำถามนั้น และใช้ข้อเท็จจริงที่สามารถยืนยันได้

อย่าตอบ None เพียงเพราะจำ Username ไม่ได้ ทั้งที่ทราบว่าตนเคยใช้แพลตฟอร์มที่ถูกถาม

⚠️ ไม่ควรลบบัญชีหรือเปลี่ยนชื่อบัญชีเพื่อหวังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ผู้สมัครควรให้ข้อมูลประวัติการใช้บัญชีอย่างตรงไปตรงมา การปิดบัญชีปัจจุบันไม่ได้ลบข้อเท็จจริงว่าบัญชีนั้นเคยถูกใช้ภายในช่วง 5 ปีที่แบบฟอร์มถาม และการแสดงข้อมูลเท็จอาจมีผลต่อการพิจารณาวีซ่า

8. สถานทูตสหรัฐฯ ตรวจอะไรจากโซเชียลมีเดีย และต้องให้รหัสผ่าน Facebook หรือไม่?

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่านำข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ประกอบการตรวจคุณสมบัติของผู้สมัครวีซ่า รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประเทศและความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ขอเดินทาง

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรอธิบายว่ามีสูตรสำเร็จตายตัวว่าโพสต์แบบใดจะทำให้วีซ่าผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะการพิจารณาเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

Online Presence Review อาจมีวัตถุประสงค์อะไรบ้าง?

🪪 ตรวจยืนยันตัวตน

พิจารณาข้อมูลออนไลน์ประกอบการยืนยันตัวผู้สมัครและความสัมพันธ์กับข้อมูลที่ให้ไว้ในคำร้อง

📋 ตรวจความสอดคล้อง

พิจารณาว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสมัครสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและคำให้สัมภาษณ์หรือไม่

🛡️ ตรวจด้านความปลอดภัย

ใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินประเด็นด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และการเข้าเมืองตามกฎหมาย

✈️ ตรวจวัตถุประสงค์เดินทาง

พิจารณาคุณสมบัติของประเภทวีซ่าและความน่าเชื่อถือของเหตุผลในการเดินทาง

เจ้าหน้าที่ขอ Password, OTP หรือรหัสกู้คืนบัญชีได้หรือไม่?

ในคำอธิบายเรื่องการเก็บ Social Media Identifiers กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ไม่ได้ขอรหัสผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียจากผู้สมัคร

การตั้งบัญชีเป็น Public ไม่ใช่การส่งมอบข้อมูลล็อกอิน และไม่จำเป็นต้องอนุญาตให้บุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เข้าสู่บัญชีของตน

🚨 ระวังมิจฉาชีพอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต

หากมีคนส่งข้อความขอ Password, OTP, Recovery Code หรือให้กดลิงก์เพื่อเชื่อมบัญชีโซเชียลมีเดียกับการยื่นวีซ่า อย่าให้ข้อมูลทันที ควรตรวจสอบผ่านเว็บไซต์และช่องทางติดต่อทางการของหน่วยงานสหรัฐฯ

ไม่ควรส่งรหัสผ่านให้เอเจนซี ผู้รับทำเอกสาร หรือบุคคลอื่นเพื่อแลกกับคำรับรองว่าวีซ่าจะผ่าน

โพสต์ความคิดเห็นส่วนตัวหรือการเมืองจะทำให้วีซ่าถูกปฏิเสธทันทีหรือไม่?

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น เพราะการพิจารณาวีซ่าต้องอาศัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงของผู้สมัคร ไม่ใช่สูตรอัตโนมัติว่าโพสต์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วต้องถูกปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุแห่งการไม่สามารถรับเข้าประเทศ หรือทำให้เจ้าหน้าที่มีข้อสงสัยต่อข้อมูลในคำร้อง อาจเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบเพิ่มเติม

แนวทางที่เหมาะสมคือให้ข้อมูลตามจริง ไม่สร้างเรื่องราวเท็จ ไม่ใช้บัญชีบุคคลอื่น และไม่พยายามปรับแต่งประวัติออนไลน์เพื่อทำให้เกิดภาพที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

9. ถ้าข้อมูลบน LinkedIn, Facebook หรือโซเชียลไม่ตรงกับ DS-160 จะถูกปฏิเสธวีซ่าหรือไม่?

ความไม่ตรงกันไม่ได้แปลว่าถูกปฏิเสธทันทีทุกกรณี แต่หากข้อมูลมีสาระสำคัญต่อคุณสมบัติวีซ่า เจ้าหน้าที่อาจต้องตรวจสอบหรือสอบถามเพิ่มเติม

ตัวอย่างที่ควรตรวจคือประวัติการทำงาน ชื่อบริษัท ระยะเวลาทำงาน ประวัติการศึกษา หรือข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผู้สมัครวางแผนทำในสหรัฐอเมริกา

ตัวอย่างความคลาดเคลื่อนที่ควรตรวจ

ข้อมูล ตัวอย่างความต่าง แนวทางจัดการ
ตำแหน่งงาน DS-160 ระบุชื่อบริษัทใหม่ แต่ LinkedIn ยังแสดงบริษัทเก่า ตรวจประวัติการทำงานจริงและเตรียมอธิบายช่วงเวลาการเปลี่ยนงาน
ช่วงเวลาทำงาน ข้อมูลเดือนเริ่มงานและสิ้นสุดงานไม่ตรงกัน ตรวจเอกสารจากนายจ้างและแก้ข้อมูลที่ผิดด้วยวิธีที่ถูกต้อง
ชื่อบัญชี กรอก Username เก่าที่สะกดไม่ตรงกับบัญชีจริง ตรวจชื่อบัญชีและวิธีแก้ไขคำร้องตามขั้นตอนทางการ
สถานศึกษา มีข้อมูลคอร์สเรียนระยะสั้นในโซเชียล แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดที่เกี่ยวข้องในคำร้อง ตรวจว่าข้อมูลใดถูกถามในแบบฟอร์มและตอบให้ตรงตามข้อเท็จจริง
วัตถุประสงค์เดินทาง คำอธิบายแผนเดินทางกับข้อมูลที่แจ้งไว้ในคำร้องไม่สอดคล้องกัน ตรวจความเปลี่ยนแปลงของแผนและชี้แจงตามจริงเมื่อถูกสอบถาม

↔ บนมือถือสามารถเลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้

ถ้า LinkedIn ไม่ได้อัปเดตงานมาสองปี ต้องรีบแก้หรือไม่?

ควรตรวจว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลเก่าที่ไม่ได้อัปเดต กับข้อมูลใดเป็นข้อเท็จจริงที่กรอกผิด หากจะปรับปรุงโปรไฟล์ ควรปรับให้ตรงกับประวัติจริง

ไม่ควรสร้างตำแหน่งงานหรือคุณวุฒิใหม่เพื่อให้ดูมีคุณสมบัติเหมาะกับวีซ่ามากขึ้น

ถ้าส่ง DS-160 ไปแล้วพบว่ากรอกชื่อบัญชีผิดต้องทำอย่างไร?

ควรตรวจขั้นตอนแก้ไขแบบฟอร์มของระบบ DS-160 และคำแนะนำจากสถานทูตหรือสถานกงสุลที่รับคำร้อง เพราะวิธีจัดการอาจขึ้นอยู่กับสถานะคำร้องและการนัดหมาย

ไม่ควรคิดเองว่าการแก้ Username บนโซเชียลมีเดียจะทำให้ข้อมูลใน DS-160 ที่ส่งไปแล้วเปลี่ยนตามอัตโนมัติ

📌 การตรวจความสอดคล้องไม่ได้หมายถึงการสร้างตัวตนใหม่

เป้าหมายคือทำให้ข้อมูลที่ผู้สมัครให้ถูกต้องและตรวจสอบได้ตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ลบโพสต์หรือปรับประวัติออนไลน์เพื่อปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

10. ตัวอย่าง 5 สถานการณ์ ผู้สมัครวีซ่าสหรัฐฯ ต้องเปิดโซเชียลมีเดียหรือไม่?

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นสถานการณ์สมมติสำหรับอธิบายการใช้ข้อกำหนด ไม่ใช่เคสลูกค้าจริงหรือการรับรองผลวีซ่า

กรณีที่ 1: นักศึกษาชาวไทยยื่น F-1 ไปเรียนมหาวิทยาลัย

ผู้สมัครมี Facebook, Instagram และ TikTok โดย Instagram ตั้งเป็น Private

ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: F-1 อยู่ในกลุ่ม Online Presence Review ที่ถูกระบุให้เปิดโปรไฟล์เป็น Public หรือ Open

แนวทางเตรียมตัว: ตรวจการตั้งค่าของทุกโปรไฟล์ที่ตนใช้งาน และกรอก Social Media Identifiers ตามคำถาม DS-160 ให้ครบถ้วน

กรณีที่ 2: พนักงานบริษัทขอ B1/B2 ไปเที่ยวสหรัฐฯ สองสัปดาห์

ผู้สมัครมี Facebook แบบ Private และ LinkedIn ที่ใช้สมัครงาน

ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: B1/B2 ไม่อยู่ในรายชื่อประเภทที่ประกาศล่าสุดสั่งเปิดทุกโปรไฟล์เป็น Public โดยเฉพาะ แต่ยังต้องตอบคำถาม Social Media Identifiers ใน DS-160

แนวทางเตรียมตัว: ตรวจชื่อบัญชีที่ใช้จริงและข้อมูลการทำงานให้ถูกต้อง ไม่ต้องสมมติว่าผู้สมัคร B1/B2 ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเปิด Public เดียวกับ F-1

กรณีที่ 3: ผู้สมัคร H-1B พร้อมคู่สมรส H-4

ผู้สมัครหลักและคู่สมรสมีบัญชีโซเชียลมีเดียแยกกัน

ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: H-1B และผู้ติดตาม H-4 อยู่ในกลุ่มที่ขยายมาตรการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568

แนวทางเตรียมตัว: ให้แต่ละคนตรวจการตั้งค่าบัญชีของตนเองและกรอกแบบฟอร์มตามข้อเท็จจริง ไม่ใช้รายการบัญชีของผู้สมัครหลักแทนของผู้ติดตาม

กรณีที่ 4: ผู้สมัคร K-1 วีซ่าคู่หมั้นของพลเมืองสหรัฐฯ

ผู้สมัครใช้บัญชี Facebook และ Instagram เพื่อสื่อสารกับคู่หมั้น

ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: K-1 อยู่ในกลุ่มที่เพิ่มตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569

แนวทางเตรียมตัว: ตรวจการตั้งค่า Public หรือ Open และเตรียมหลักฐานความสัมพันธ์จริงตามข้อกำหนดของ K-1 โดยไม่เข้าใจว่าการเปิดโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งทดแทนหลักฐานความสัมพันธ์ทั้งหมด

กรณีที่ 5: ผู้แทนสื่อมวลชนต่างชาติยื่นวีซ่า I ในเดือนตุลาคม 2569

ผู้สมัครทำงานด้านสื่อและมีบัญชีส่วนตัวหลายแพลตฟอร์ม

ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: I ถูกเพิ่มในมาตรการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569

แนวทางเตรียมตัว: ตรวจบัญชีและการตั้งค่า Public หรือ Open ตามประกาศ พร้อมเตรียมเอกสารพิสูจน์คุณสมบัติของวีซ่าสื่อมวลชน

✅ ทั้งห้ากรณีต่างกันที่รหัสวีซ่า

แม้ผู้สมัครทุกคนจะมี Facebook เหมือนกัน แต่ข้อกำหนดให้เปิดโปรไฟล์เป็นสาธารณะไม่ได้ถูกระบุเหมือนกันทุกประเภทวีซ่า จึงต้องเริ่มจากตรวจรหัสวีซ่าที่ตนสมัครก่อน

หนังสือเดินทางและตั๋วเครื่องบินวางบนคอมพิวเตอร์สำหรับเตรียมเอกสารวีซ่า

11. ก่อนยื่นวีซ่าสหรัฐฯ ปี 2569 ควรเตรียมโซเชียลมีเดียและ DS-160 ตามขั้นตอนใด?

การเตรียมตัวควรแบ่งเป็นสองส่วน คือ ตรวจข้อกำหนดจากประเภทวีซ่า และตรวจข้อมูลบัญชีที่ต้องให้ในแบบฟอร์ม ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทุกแอปทันทีโดยไม่รู้ว่าตนอยู่ในกลุ่มใด

1

ยืนยันรหัสวีซ่าที่สมัคร
เช่น B1/B2, F-1, J-1, H-1B, H-4, K-1 หรือ I แล้วตรวจประกาศล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

2

รวบรวม Username ของบัญชีที่เคยใช้ในช่วง 5 ปี
จัดรายการแพลตฟอร์ม ชื่อบัญชีเก่า บัญชีปัจจุบัน และบัญชีสำรองที่เข้าข่ายคำถามในแบบฟอร์ม

3

ตรวจการตั้งค่า Public หากอยู่ในกลุ่มที่กำหนด
ใช้เมนู Privacy ของแต่ละแพลตฟอร์ม โดยไม่เปิดเผย Password หรือ OTP ให้บุคคลอื่น

4

กรอก DS-160 ตามข้อมูลที่ตรวจแล้ว
ใช้ชื่อบัญชีและประวัติจริง ระบุบัญชีเพิ่มเติมตามคำถามของระบบ ไม่กรอกชื่อที่คาดเดา

5

ตรวจความสอดคล้องของข้อมูลสำคัญ
เช่น ชื่อบริษัท ระยะเวลาการทำงาน ประวัติการเรียน และแผนเดินทาง โดยเน้นความถูกต้อง ไม่ใช่การปรับเรื่องราวให้ดูดี

6

ตรวจคำแนะนำของสถานทูตหรือสถานกงสุลที่รับคำร้อง
หากมีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม ให้ดำเนินการตามช่องทางทางการของหน่วยงานนั้น

7

เก็บข้อมูลอ้างอิงที่จำเป็นอย่างปลอดภัย
บันทึกชื่อบัญชีที่กรอกและรายละเอียดคำร้องไว้ในที่ปลอดภัย โดยไม่ส่งข้อมูลล็อกอินให้บุคคลอื่น

จำเป็นต้องแคปหน้าจอทุกบัญชีไปวันสัมภาษณ์หรือไม่?

ประกาศกลางเรื่องการตั้งโปรไฟล์ Public ไม่ได้ระบุว่าผู้สมัครทุกคนต้องพิมพ์ภาพหน้าจอทุกบัญชีไปยื่นพร้อมกัน

หากสถานทูตหรือสถานกงสุลขอเอกสารเพิ่มเติมเป็นกรณี ควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ได้รับจริง ไม่ควรเตรียมเอกสารจำนวนมากโดยไม่ตรงกับรายการที่กำหนด

กรอก DS-160 ออนไลน์ที่ไหน?

ใช้ระบบและคำแนะนำจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ DS-160: Online Nonimmigrant Visa Application

หากเป็นผู้สมัครท่องเที่ยวที่ยังจัดเอกสารไม่ครบ สามารถใช้ Checklist วีซ่าท่องเที่ยวมือใหม่ เป็นแนวทางรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น แล้วปรับตามข้อกำหนดสหรัฐฯ ที่ใช้กับประเภทวีซ่าของตน

12. ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ Social Media Screening ที่ผู้สมัครวีซ่าสหรัฐฯ ควรหลีกเลี่ยง

ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงการลืมเปลี่ยนค่า Private เท่านั้น แต่รวมถึงการกรอก Username ไม่ครบ การใช้ข้อมูลเก่า และการเชื่อข้อความที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานทางการ

ข้อผิดพลาด เหตุใดจึงควรระวัง วิธีป้องกัน
คิดว่าทุกประเภทวีซ่าต้อง Public ทำให้เข้าใจข้อกำหนดเกินกว่าประกาศจริง ตรวจรหัสวีซ่าและรายชื่อกลุ่มล่าสุด
คิดว่า B1/B2 ไม่ต้องแจ้งบัญชี สับสนระหว่าง DS-160 กับการตั้ง Public ตอบ Social Media Identifiers ตามแบบฟอร์ม
ตอบ None ทั้งที่เคยใช้บัญชีในช่วง 5 ปี อาจเป็นการให้ข้อมูลไม่ครบหรือไม่ตรงข้อเท็จจริง รวบรวมชื่อบัญชีที่เคยใช้
เปิดเฉพาะบัญชีหลัก อาจไม่สอดคล้องคำสั่งเรื่องโปรไฟล์ทั้งหมดสำหรับกลุ่มที่กำหนด ตรวจบัญชีที่ตนมีและใช้งานทั้งหมดตามขอบเขตมาตรการ
กรอก Display Name แทน Username โดยไม่ตรวจ อาจระบุบัญชีไม่ถูกต้อง ตรวจช่องข้อมูลที่แบบฟอร์มต้องการจริง
ลบบัญชีเพื่อเลี่ยงการแจ้งประวัติ การลบบัญชีไม่ได้เปลี่ยนประวัติที่เคยใช้ ตอบตามข้อเท็จจริงและช่วงเวลาที่ถาม
แก้ประวัติทำงานในโซเชียลให้ต่างจากความจริง ข้อมูลใหม่อาจไม่ตรงเอกสารจริง ยึดข้อเท็จจริงและแก้เฉพาะข้อมูลที่ผิด
ส่ง Password ให้บุคคลอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ เสี่ยงบัญชีถูกยึดหรือข้อมูลรั่วไหล ใช้เฉพาะช่องทางทางการและไม่เปิดเผยรหัสผ่าน
อ่านเฉพาะข่าวเดือนมีนาคม 2569 อาจตกหล่น I, TN และ TD ที่เพิ่มเดือนตุลาคม ตรวจประกาศวันที่ 18 กันยายน 2569

↔ บนมือถือสามารถเลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้

❌ ไม่ควรซื้อบัญชี สร้างประวัติโพสต์ปลอม หรือใช้คนอื่นจัดการตัวตนออนไลน์แทน

การตรวจข้อมูลวีซ่าอาศัยความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลจริง การสร้างบัญชีหรือประวัติที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงไม่ได้ทำให้คุณสมบัติวีซ่าดีขึ้น และอาจก่อให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม

13. Checklist โซเชียลมีเดียก่อนยื่นวีซ่าสหรัฐฯ ปี 2569

ใช้ Checklist นี้ก่อนกรอก DS-160 และก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสัมภาษณ์ เพื่อแยกข้อกำหนดที่ใช้กับทุกคนตามแบบฟอร์มออกจากมาตรการเฉพาะประเภทวีซ่า

ตรวจประเภทวีซ่า

  • ☐ ทราบรหัสวีซ่าที่สมัคร เช่น B1/B2, F-1, J-1, H-1B, K-1 หรือ I
  • ☐ ตรวจว่ารหัสวีซ่าอยู่ในประกาศ Public / Open หรือไม่
  • ☐ ตรวจข้อกำหนดของผู้ติดตามแยกจากผู้สมัครหลัก
  • ☐ ใช้ประกาศล่าสุดวันที่ 18 กันยายน 2569 เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับการขยายกลุ่มวันที่ 1 ตุลาคม

ตรวจข้อมูลบัญชีที่ใช้กรอก DS-160

  • ☐ รวบรวมชื่อแพลตฟอร์มที่เคยใช้ในช่วงเวลาที่แบบฟอร์มถาม
  • ☐ ตรวจ Username และ Handle ให้ตรงกับบัญชีจริง
  • ☐ ตรวจบัญชีสำรองและบัญชีเก่าที่เข้าเกณฑ์
  • ☐ ตรวจชื่อบัญชีเดิมหากเคยเปลี่ยนชื่อ
  • ☐ ตอบ None เฉพาะเมื่อเป็นจริงตามคำถาม
  • ☐ ไม่กรอก Password, OTP หรือรหัสกู้คืนบัญชี

ตรวจ Privacy Settings หากเข้ากลุ่มที่กำหนด

  • ☐ ตรวจบัญชี Facebook ตามที่มีใช้งานจริง
  • ☐ ตรวจบัญชี Instagram และสถานะ Private / Public
  • ☐ ตรวจ TikTok และแพลตฟอร์มอื่นที่ตนมี
  • ☐ ตรวจบัญชี LinkedIn และข้อมูลประวัติที่เกี่ยวข้อง
  • ☐ ยืนยันว่าการตั้งค่า Public หรือ Open ถูกบันทึกแล้ว
  • ☐ ระวังการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็น

ตรวจก่อนส่งคำร้องและสัมภาษณ์

  • ☐ ข้อมูลส่วนตัวตรงตามหนังสือเดินทาง
  • ☐ ประวัติทำงานและการศึกษาตรงกับข้อเท็จจริง
  • ☐ วัตถุประสงค์การเดินทางตรงประเภทวีซ่า
  • ☐ ตรวจว่าข้อมูลโซเชียลที่กรอกไม่ตกหล่นจากช่วงเวลาที่ถาม
  • ☐ ตรวจคำแนะนำล่าสุดจากสถานทูตหรือสถานกงสุลที่รับคำร้อง
  • ☐ ไม่ส่งข้อมูลล็อกอินให้บุคคลที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่
✅ สรุป 4 เรื่องที่ต้องตรวจ

ประเภทวีซ่า + Username ย้อนหลังตามแบบฟอร์ม + Privacy Settings ตามข้อกำหนด + ความถูกต้องของข้อมูลที่ยื่น

หากทั้งสี่เรื่องครบ ผู้สมัครจะมีข้อมูลที่เป็นระบบมากขึ้นในการเตรียม DS-160 และตรวจข้อกำหนด Online Presence Review

🇺🇸 ตรวจข้อมูล DS-160 แล้วพบว่ามีหลายบัญชี หรือเคยเปลี่ยน Username?

ส่งประเภทวีซ่าและอธิบายลักษณะปัญหาให้ Co Journey Visa ช่วยจัดรายการข้อมูลสำหรับเตรียมแบบฟอร์ม โดยไม่ต้องส่งรหัสผ่านหรือ OTP ของบัญชีใด ๆ

📱 สอบถามการเตรียมเอกสารวีซ่าสหรัฐฯ

14. Co Journey Visa ช่วยเตรียมเอกสารและข้อมูลวีซ่าสหรัฐฯ ได้อย่างไร?

การขอวีซ่าสหรัฐอเมริกาเกี่ยวข้องกับข้อมูลหลายประเภท ตั้งแต่ประวัติส่วนตัว การทำงาน การศึกษา การเงิน และแผนเดินทาง ไปจนถึง Social Media Identifiers ตามคำถามของแบบฟอร์ม

สำหรับผู้สมัครที่ไม่คุ้นเคยกับ DS-160 การจัดข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยลดความสับสนระหว่างชื่อบัญชีที่ต้องแจ้งกับการตั้งค่า Privacy Settings ที่ใช้เฉพาะกับประเภทวีซ่าตามประกาศ

Co Journey Visa ให้คำปรึกษาและบริการด้านการเตรียมเอกสารวีซ่า โดยสามารถช่วยจัดรายการข้อมูลที่ผู้สมัครต้องตรวจ เช่น ประเภทวีซ่า ข้อมูลประวัติส่วนตัว ช่วงเวลาการทำงาน และบัญชีโซเชียลที่ผู้สมัครแจ้งว่ามีจริง

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคุณสมบัติ ความจำเป็นในการตรวจข้อมูลเพิ่มเติม การอนุมัติหรือปฏิเสธวีซ่า เป็นอำนาจของสถานทูต สถานกงสุล และหน่วยงานสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้อง

⭐ เตรียมข้อมูลวีซ่าสหรัฐฯ กับ Co Journey Visa

📋 จัดข้อมูลสำหรับ DS-160

ช่วยเตรียมรายการข้อมูลส่วนบุคคล การทำงานและแผนเดินทางตามแบบฟอร์ม

📱 ตรวจรายการ Social Media Identifiers

ช่วยให้ผู้สมัครจัดชื่อบัญชีที่รวบรวมไว้ให้เป็นระบบและตรวจความครบถ้วน

🇺🇸 แยกประเภทวีซ่า

ตรวจหัวข้อข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับรหัสวีซ่าของผู้สมัครก่อนเตรียมเอกสาร

🗂️ เตรียมเอกสารประกอบ

จัดรายการเอกสารและข้อมูลที่ต้องตรวจให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเดินทาง

ขอบเขตที่ควรทราบ

Co Journey Visa ไม่สามารถรับรองผลการตรวจโซเชียลมีเดียหรือผลอนุมัติวีซ่าของสถานทูตได้ และไม่ควรมีบุคคลใดเรียกเก็บ Password หรือ OTP เพื่ออ้างว่าจะช่วยให้ผ่านการตรวจของสถานทูต

ข้อมูลที่ควรส่งเพื่อเริ่มสอบถาม

ประเภทวีซ่า + วัตถุประสงค์เดินทาง + สถานะการกรอก DS-160 + ปัญหาที่พบเกี่ยวกับชื่อบัญชีหรือข้อกำหนด Public + วันที่คาดว่าจะยื่นหรือสัมภาษณ์

ไม่ต้องส่งรหัสผ่านบัญชี Facebook, Instagram, TikTok, อีเมล หรือรหัสยืนยันตัวตนเพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้น

15. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกฎตรวจโซเชียลมีเดียวีซ่าสหรัฐฯ ปี 2569 (FAQ)

ตามประกาศกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ล่าสุดวันที่ 18 กันยายน 2569 ซึ่งมีผลเพิ่มกลุ่ม I, TN และ TD ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 กลุ่มที่ถูกระบุให้ตั้งค่าโปรไฟล์เป็น Public หรือ Open ครอบคลุม F-1, F-2, M-1, M-2, J-1, J-2, H-1B, H-3, H-4 ที่เข้าเกณฑ์, A-3, C-3 เฉพาะคนทำงานบ้าน, G-5, K-1, K-2, K-3, Q, R-1, R-2, S, T, U, I, TN และ TD โดยต้องตรวจรายละเอียดประเภทวีซ่าของตนจากประกาศทางการ
ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569 วีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจระยะสั้น B-1/B-2 ไม่อยู่ในรายชื่อประเภทวีซ่าที่ประกาศล่าสุดสั่งให้ปรับทุกบัญชีโซเชียลมีเดียเป็น Public หรือ Open โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ผู้สมัคร B-1/B-2 ส่วนใหญ่ยังต้องตอบคำถาม Social Media Identifiers ใน DS-160 สำหรับบัญชีที่ใช้ย้อนหลัง 5 ปี และยังอาจถูกตรวจข้อมูลออนไลน์ในการพิจารณาวีซ่า
DS-160 เป็นการให้ข้อมูลชื่อบัญชีหรือ Username/Handle ของแพลตฟอร์มที่ใช้ในช่วง 5 ปีตามคำถามของแบบฟอร์ม ส่วนข้อกำหนด Public หรือ Open เป็นการปรับค่าความเป็นส่วนตัวของโปรไฟล์สำหรับผู้สมัครประเภทวีซ่าที่ถูกระบุในมาตรการตรวจออนไลน์เพิ่มเติม การกรอกชื่อบัญชีไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเปิดบัญชีเป็นสาธารณะ
ผู้สมัคร F-1 และ J-1 อยู่ในกลุ่มที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แจ้งให้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของโปรไฟล์โซเชียลมีเดียทั้งหมดเป็น Public หรือ Open เพื่อรองรับการตรวจออนไลน์ ควรตรวจทุกบัญชีที่ตนใช้งานและตรวจประกาศล่าสุดก่อนยื่นหรือสัมภาษณ์ ไม่ใช่เปลี่ยนเฉพาะบัญชีที่ใช้บ่อยที่สุด
หากไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มตามรายการในแบบฟอร์มภายในระยะเวลาที่ถาม สามารถตอบ None ตามข้อเท็จจริงได้ การไม่มีบัญชีไม่ได้เป็นเหตุให้ถูกปฏิเสธวีซ่าโดยอัตโนมัติ แต่หากมีบัญชีที่เคยใช้ในช่วง 5 ปี ไม่ควรตอบ None เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูล
แนวทางการเก็บ Social Media Identifiers ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าไม่ได้ขอรหัสผ่านบัญชีโซเชียลมีเดีย ผู้สมัครต้องระวังข้อความปลอมที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอ Password, OTP หรือให้ล็อกอินผ่านลิงก์ที่ไม่ใช่ช่องทางทางการ
หากเคยใช้บัญชีของแพลตฟอร์มที่แบบฟอร์มถามในช่วง 5 ปีก่อนยื่น ควรให้ข้อมูล Username หรือ Handle ตามข้อเท็จจริง แม้ปัจจุบันจะเลิกใช้งานหรือปิดบัญชีแล้ว หากจำชื่อบัญชีไม่ได้ควรตรวจหลักฐานเดิมและตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรสร้างข้อมูลเท็จหรือปิดบังบัญชีโดยเจตนา

แหล่งข้อมูลทางการ: กฎตรวจโซเชียลมีเดียวีซ่าสหรัฐฯ ปี 2569

เนื้อหานี้ยึดประกาศจาก U.S. Department of State เป็นแหล่งหลัก โดยแยกประกาศล่าสุดเรื่องการเปิดโปรไฟล์ Public หรือ Open ออกจากข้อกำหนดเก็บ Social Media Identifiers ในแบบฟอร์มวีซ่าที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2562

📌 ตรวจข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2569

ประกาศล่าสุดที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับการขยายกลุ่ม Online Presence Review ลงวันที่ 18 กันยายน 2569 และเริ่มมีผลเพิ่มเติมวันที่ 1 ตุลาคม 2569

บทความนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้สมัครวีซ่าสหรัฐฯ ทุกประเภทต้องเปิดบัญชีเป็นสาธารณะเหมือนกัน และไม่ได้รับรองว่าการตั้งค่า Public จะทำให้วีซ่าผ่าน

ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนยื่นจริง เพราะประเภทวีซ่าที่อยู่ภายใต้มาตรการ ขั้นตอนการตรวจออนไลน์ และคำแนะนำจากสถานทูตหรือสถานกงสุลอาจมีการเปลี่ยนแปลง

การพิจารณาขึ้นอยู่กับสถานทูตหรือหน่วยงานสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้อง และข้อกฎหมายที่ใช้กับผู้สมัครแต่ละกรณี

สรุป: ปี 2569 ใครบ้างต้องเปิดโซเชียลมีเดียเป็น Public ก่อนขอวีซ่าสหรัฐฯ?

สหรัฐฯ ขยายมาตรการตรวจ Online Presence Review จริง โดยประกาศล่าสุดมีผล 1 ตุลาคม 2569 และเพิ่มวีซ่า I, TN และ TD เข้ามาในกลุ่มที่ต้องเปิดโปรไฟล์เป็น Public หรือ Open จากกลุ่มวีซ่านักเรียน ทำงาน แลกเปลี่ยน คู่หมั้น และประเภทเฉพาะอื่นที่ถูกระบุไว้ก่อนแล้ว

  • F-1, F-2, M-1, M-2: อยู่ในกลุ่มที่กำหนดให้เปิดโปรไฟล์
  • J-1, J-2: อยู่ในกลุ่ม Online Presence Review
  • H-1B, H-4: อยู่ในกลุ่มที่ขยายมาตรการตั้งแต่ธันวาคม 2568
  • H-3 และ H-4 ของ H-3: เพิ่มในมาตรการเดือนมีนาคม 2569
  • K-1, K-2, K-3: อยู่ในกลุ่มที่เพิ่มตั้งแต่ 30 มีนาคม 2569
  • A-3, C-3 เฉพาะคนทำงานบ้าน, G-5, Q, R, S, T และ U: อยู่ในรายชื่อที่ประกาศ
  • I, TN และ TD: เป็นกลุ่มเพิ่มเติมที่มีผล 1 ตุลาคม 2569
  • B-1/B-2: ไม่อยู่ในรายชื่อที่สั่งเปิด Public ทุกบัญชีตามประกาศล่าสุด แต่ยังต้องตอบข้อมูลบัญชีใน DS-160 ตามข้อกำหนด
  • DS-160: ผู้สมัครส่วนใหญ่ต้องแจ้ง Social Media Identifiers ของแพลตฟอร์มที่ใช้ย้อนหลัง 5 ปี
  • ไม่เคยมีบัญชี: สามารถตอบ None ได้ตามข้อเท็จจริง
  • บัญชีเก่า: ต้องตรวจว่าการใช้งานอยู่ในช่วงเวลาที่แบบฟอร์มถามหรือไม่
  • Password: ไม่ต้องให้รหัสผ่านหรือ OTP เพื่อกรอก Social Media Identifiers
  • ผลวีซ่า: การเปิด Public ไม่ได้รับประกันผลอนุมัติ

ก่อนยื่นวีซ่าสหรัฐฯ ควรถามตัวเองให้ครบว่า “เราขอวีซ่าประเภทไหน?” “แบบฟอร์มถามถึงบัญชีอะไรย้อนหลัง 5 ปี?” และ “ประเภทวีซ่าของเราต้องเปิดโปรไฟล์เป็น Public หรือไม่?”

เมื่อแยกสามเรื่องนี้ได้ จะช่วยให้เตรียมข้อมูลอย่างถูกต้อง ลดความสับสนจากข่าวที่ใช้คำว่า “ตรวจโซเชียลมีเดีย” แบบเหมารวม และลดความเสี่ยงจากการให้ข้อมูลไม่ตรงข้อเท็จจริง

ไชยภัทร พรหมบริรักษ์
เกี่ยวกับผู้เขียน

ไชยภัทร พรหมบริรักษ์ (Chaiyapat Promboriruk)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการยื่นวีซ่าและการเตรียมเอกสาร ประสบการณ์ด้านงานวีซ่า 5 ปี

🇺🇸 เตรียมยื่นวีซ่าสหรัฐฯ ปี 2569 ตรวจข้อมูลให้ครบก่อนส่ง DS-160

หากไม่แน่ใจว่าต้องเตรียม Social Media Identifiers อะไรบ้าง หรือมีข้อมูลประวัติส่วนตัวที่ต้องตรวจความสอดคล้องก่อนกรอกแบบฟอร์ม สามารถสอบถาม Co Journey Visa เพื่อประเมินรายการเอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม

📱 ปรึกษาผ่าน LINE @cojourneyvisa

โทร: 080-841-2543 / 061-031-2188

Email: cojourneyvisa@gmail.com

Website: www.cojourneyvisa.com

หมายเหตุ: Co Journey Visa ไม่ใช่สถานทูตสหรัฐฯ และไม่สามารถรับรองผลการตรวจโซเชียลมีเดียหรือผลอนุมัติวีซ่าได้ การพิจารณาเป็นอำนาจของหน่วยงานสหรัฐฯ ตามกฎหมายและข้อเท็จจริงของผู้สมัคร

ติดตามข้อมูลวีซ่าอัปเดตจาก Co Journey Visa

เพิ่มเว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการใน Google เพื่อให้ค้นพบบทความจากเราได้สะดวกขึ้น