ทำงานอะไรได้บ้างเมื่อถือวีซ่า Digital Nomad เกาหลี?

ทำงานอะไรได้บ้างเมื่อถือวีซ่า Digital Nomad เกาหลี?

💻 F-1-D Workation Visa

ทำงานอะไรได้บ้างเมื่อถือวีซ่า Digital Nomad เกาหลี?

แยกให้ชัดระหว่างงานรีโมตที่ทำได้ งานสีเทาที่ต้องระวัง และงานในเกาหลีที่อาจผิดเงื่อนไขวีซ่า
📅 อัปเดตล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2569 ✍️ โดย ทีมผู้เชี่ยวชาญวีซ่า Co Journey Visa ⏱ อ่านประมาณ 12 นาที

คำถามที่เจอบ่อยไม่ใช่แค่ “ยื่นวีซ่า Digital Nomad เกาหลีได้ไหม” แต่เป็นคำถามถัดมาที่สำคัญกว่า คือ “หลังได้วีซ่าแล้วทำงานอะไรได้บ้าง” เพราะหลายคนทำงานออนไลน์จริง แต่รูปแบบงานไม่ได้เรียบง่ายเหมือนพนักงานประจำบริษัทต่างประเทศเสมอไป

บางคนเป็นฟรีแลนซ์ มีลูกค้าหลายประเทศ บางคนทำ YouTube หรือ Affiliate บางคนรับงานจากแบรนด์เกาหลี บางคนเปิดบริษัทต่างประเทศแต่มีคู่ค้าในเกาหลี จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ งานนั้นผูกกับธุรกิจนอกเกาหลี หรือกลายเป็นการทำงาน/หากำไรในเกาหลีแล้ว

โดยหลักของ F-1-D หรือ Workation/Digital Nomad Visa เกาหลี วีซ่านี้ออกแบบมาสำหรับผู้ที่สามารถทำงานทางไกลจากเกาหลีให้บริษัทต่างประเทศ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจต่างประเทศ ไม่ใช่วีซ่าสำหรับเข้ามาหางาน ทำงานให้บริษัทเกาหลี หรือเปิดกิจการในเกาหลีโดยตรง

สรุปสั้น ๆ: เมื่อถือ Digital Nomad Visa เกาหลี F-1-D คุณสามารถทำงานทางไกลจากเกาหลีให้ บริษัทต่างประเทศ ธุรกิจต่างประเทศ หรือลูกค้าที่อยู่นอกเกาหลี ได้ หากเอกสารและรายได้ตรงกับคุณสมบัติที่ยื่นไว้ แต่ไม่ควรทำงานให้บริษัทเกาหลี รับจ้างในเกาหลี ขายบริการให้ตลาดเกาหลี หรือทำกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในเกาหลีโดยไม่มีสถานะที่อนุญาตโดยตรง

💬 งานของคุณเป็นรีโมตต่างประเทศจริง หรือเริ่มเกี่ยวข้องกับตลาดเกาหลีแล้ว?
ส่งรายละเอียดลักษณะงาน นายจ้าง ลูกค้า รายได้ และสัญญาให้ทีมช่วยประเมินก่อนยื่น เพื่อไม่ให้เลือกประเภทวีซ่าผิดตั้งแต่ต้น

📱 เช็กขอบเขตงานทาง LINE

🇰🇷 หลักการสำคัญของ F-1-D เรื่องการทำงาน

กฎของ Workation หรือ Digital Nomad Visa เกาหลีให้ภาพค่อนข้างชัดว่า ผู้สมัครต้องเป็นคนที่ทำงานทางไกลได้ และมีความเชื่อมโยงกับบริษัทต่างประเทศหรือธุรกิจต่างประเทศ โดยเอกสารจากสถานทูตเกาหลีระบุว่า ผู้สมัครควรเป็นผู้ที่ทำงานกับบริษัทต่างประเทศหรือเป็นเจ้าของบริษัทต่างประเทศมากกว่า 1 ปี และสามารถทำงานทางไกลในเกาหลีได้

ในทางกลับกัน เอกสารทางการระบุด้วยว่า ผู้ถือสถานะนี้ต้องไม่เข้าทำงานในเกาหลี หรือทำกิจกรรมหากำไรในเกาหลี หากต้องการทำงานในตลาดแรงงานเกาหลีควรขอวีซ่าทำงานหรือสถานะที่ตรงกับกิจกรรมนั้นโดยเฉพาะ

📌 หลักจำง่าย: F-1-D ไม่ได้แปลว่า “ทำงานอะไรก็ได้จากเกาหลี” แต่ควรเข้าใจว่าเป็น “พำนักในเกาหลีเพื่อทำงานทางไกลให้แหล่งงานนอกเกาหลี” ความต่างเล็ก ๆ นี้สำคัญมากเวลายื่น ต่อสถานะ หรือถูกถามเรื่องกิจกรรมระหว่างพำนัก

ถ้าคุณกำลังเริ่มศึกษาคุณสมบัติภาพรวม แนะนำให้อ่านบทความหลักเกี่ยวกับ วีซ่า Digital Nomad เกาหลี ควบคู่ไปด้วย เพราะขอบเขตงานต้องสัมพันธ์กับคุณสมบัติรายได้ ประกัน ประสบการณ์ทำงาน และเอกสารที่ใช้ยื่น

✅ งานที่โดยทั่วไปเข้ากับ Digital Nomad Visa เกาหลี

งานที่เหมาะกับ F-1-D มักมีจุดร่วมคือ ทำจากระยะไกลได้ รายได้มาจากนอกเกาหลี และไม่ได้แย่งตำแหน่งงานในตลาดแรงงานเกาหลี ตัวอย่างด้านล่างเป็นแนวทาง ไม่ใช่การรับประกันว่าเคสจะผ่าน เพราะยังต้องดูเอกสาร รายได้ ประวัติ และข้อเท็จจริงของแต่ละคน

เลื่อนตารางซ้าย–ขวาได้บนมือถือ

ประเภทงาน ตัวอย่างงานที่มักเข้ากับ F-1-D เงื่อนไขที่ควรพิสูจน์
พนักงานรีโมตบริษัทต่างประเทศ Software Engineer, Data Analyst, Digital Marketer, UX/UI Designer, Project Manager มีนายจ้างต่างประเทศ งานทำออนไลน์ได้ รายได้เข้าจากนอกเกาหลี และบริษัทอนุญาตให้ทำงานจากต่างประเทศ
ฟรีแลนซ์ต่างประเทศ นักออกแบบ นักเขียน โปรแกรมเมอร์ ที่ปรึกษาออนไลน์ นักแปล นักวิเคราะห์ข้อมูล มีสัญญา ใบแจ้งหนี้ รายได้ต่อเนื่อง และลูกค้าหลักอยู่นอกเกาหลี
เจ้าของธุรกิจออนไลน์ต่างประเทศ เจ้าของบริษัท SaaS, E-commerce ต่างประเทศ, Agency ที่ให้บริการลูกค้านอกเกาหลี มีทะเบียนบริษัท รายได้ ภาษี บัญชีธุรกิจ และหลักฐานว่าธุรกิจไม่ได้ดำเนินตลาดในเกาหลีเป็นหลัก
ครีเอเตอร์ที่มีรายได้จากแพลตฟอร์มต่างประเทศ YouTube, Blog, Online Course, Affiliate, Newsletter, Podcast แหล่งรายได้ควรชัดว่าไม่ได้มาจากการรับจ้างในเกาหลีหรือกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในเกาหลี
ที่ปรึกษาออนไลน์ Business Consultant, Ads Consultant, SEO Consultant, Career Coach ให้ลูกค้านอกเกาหลี ลูกค้า สัญญา การรับเงิน และขอบเขตบริการต้องอยู่นอกตลาดแรงงานเกาหลี
💡 จากเคสที่พบบ่อย: พนักงานประจำรีโมตมักอธิบายได้ง่ายกว่าฟรีแลนซ์ เพราะมีนายจ้าง เงินเดือน และสัญญาชัดเจน แต่ฟรีแลนซ์ก็มีโอกาสได้ หากเอกสารเล่าเรื่องได้ว่า “ทำงานต่อเนื่องจริง รายได้มั่นคงจริง และลูกค้าไม่ได้อยู่ในเกาหลีเป็นหลัก”

⚠️ งานสีเทาที่ต้องวิเคราะห์ก่อนยื่น

งานบางประเภทไม่ได้ผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องดูรายละเอียดลึกกว่าชื่อตำแหน่ง เพราะคำว่า “ออนไลน์” ไม่ได้ทำให้งานทุกอย่างอยู่ในขอบเขต F-1-D เสมอไป

งานสีเทา ทำไมต้องระวัง ควรเช็กอะไรเพิ่ม
รับสปอนเซอร์จากแบรนด์เกาหลี อาจดูเป็นการทำกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในเกาหลี แหล่งเงิน ผู้ว่าจ้าง สถานที่ทำงาน ภาษี และขอบเขตแคมเปญ
ขายของให้ลูกค้าในเกาหลี อาจเข้าข่ายทำธุรกิจในตลาดเกาหลี ช่องทางขาย ลูกค้าหลัก การจัดส่ง การจดทะเบียนธุรกิจ และภาษี
สอนออนไลน์ให้คนเกาหลี หากลูกค้าอยู่ในเกาหลีและชำระเงินในเกาหลี อาจมีความเสี่ยงด้านกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ประเทศของลูกค้า แพลตฟอร์มผู้จ้าง แหล่งรับเงิน และรูปแบบบริการ
ทำงานให้บริษัทต่างประเทศที่มีสาขาในเกาหลี ต้องแยกว่าเป็นการทำงานให้สำนักงานใหญ่ต่างประเทศ หรือมาช่วยงานสาขาเกาหลีจริง สัญญาจ้าง หัวหน้างาน หน้าที่จริง สถานที่รายงานงาน และผู้จ่ายเงินเดือน
ครีเอเตอร์ถ่ายคอนเทนต์ในเกาหลี การถ่ายเพื่อช่องตัวเองต่างจากการรับจ้างผลิตงานให้แบรนด์ในเกาหลี ใครเป็นผู้จ่ายเงิน รายได้เกิดจากแพลตฟอร์มหรือผู้ว่าจ้างในเกาหลี และมีทีมงานในพื้นที่หรือไม่
⚠️ อย่าดูแค่สถานที่รับเงิน: บางเคสรับเงินเข้าบัญชีต่างประเทศ แต่กิจกรรมจริงคือบริการลูกค้าในเกาหลีหรือทำงานให้บริษัทเกาหลี เจ้าหน้าที่อาจดูภาพรวมของผู้ว่าจ้าง ลูกค้า สัญญา สถานที่ทำงาน และผลประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่ใช่ดูบัญชีปลายทางเพียงอย่างเดียว

❌ งานที่ไม่ควรทำเมื่อถือ F-1-D

งานในกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยง เว้นแต่คุณได้รับสถานะหรือการอนุญาตที่ถูกต้องแยกต่างหาก เพราะอาจขัดกับหลักของ F-1-D ที่ห้ามการจ้างงานหรือกิจกรรมหากำไรในเกาหลี

กิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง ตัวอย่าง ความเสี่ยง
ทำงานให้บริษัทเกาหลี รับเงินเดือนจากบริษัทเกาหลี ทำงานประจำในออฟฟิศเกาหลี หรือรายงานงานให้ทีมเกาหลี อาจต้องใช้วีซ่าทำงานประเภทอื่น ไม่ใช่ F-1-D
รับจ้างในพื้นที่ สอนพิเศษ ถ่ายภาพ รับแปลเอกสาร รับทำการตลาด หรือรับงานอีเวนต์ในเกาหลี อาจถูกมองเป็นการทำงานหรือหากำไรในเกาหลี
เปิดร้านหรือธุรกิจในเกาหลี เปิดคาเฟ่ ร้านค้าออนไลน์ที่ขายให้ลูกค้าเกาหลี หรือให้บริการลูกค้าในเกาหลี อาจต้องใช้สถานะธุรกิจ การลงทุน หรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
หางานในตลาดแรงงานเกาหลี สมัครงาน สัมภาษณ์เพื่อเริ่มทำงานในเกาหลี หรือรับ offer แล้วเริ่มทำงานทันที อาจเกินขอบเขตวีซ่า หากยังไม่มีวีซ่าทำงานที่อนุญาต
ทำงานบริการหน้าร้านหรือออฟไลน์ พนักงานร้านอาหาร ไกด์ พนักงานโรงแรม ครูสอนภาษาในเกาหลี เป็นงานในประเทศชัดเจนและไม่ใช่งานรีโมตต่างประเทศ
❌ ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย: บางคนได้ F-1-D แล้วคิดว่าสามารถ “ลองรับงานเกาหลีเล็ก ๆ น้อย ๆ” ได้ เพราะยังทำงานหลักให้ต่างประเทศอยู่ แต่การมีงานหลักถูกต้องไม่ได้ทำให้งานเสริมในเกาหลีถูกต้องโดยอัตโนมัติ

🧑‍💻 ฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจ และครีเอเตอร์ต้องระวังอะไร?

กลุ่มฟรีแลนซ์และเจ้าของธุรกิจมักต้องเตรียมเอกสารมากกว่าพนักงานประจำ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเห็นว่าแหล่งรายได้เกิดขึ้นจริง ต่อเนื่อง และไม่ใช่การทำงานในเกาหลีแบบแอบแฝง

1. ฟรีแลนซ์หลายลูกค้า

ควรมีสัญญา ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หลักฐานรับเงิน และรายละเอียดลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าหลักควรอยู่นอกเกาหลี หากลูกค้าหลายรายอยู่ในเกาหลี โครงสร้างเคสอาจเปลี่ยนทันที

2. เจ้าของบริษัทออนไลน์

ควรพิสูจน์ได้ว่าบริษัทจดทะเบียนนอกเกาหลี รายได้หลักมาจากตลาดนอกเกาหลี และการอยู่เกาหลีเป็นเพียงที่พำนักเพื่อทำงานทางไกล ไม่ใช่การเข้ามาจัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในประเทศ

3. ครีเอเตอร์ / Influencer

รายได้จาก YouTube, TikTok, Affiliate หรือคอร์สออนไลน์อาจต้องอธิบายละเอียดกว่าเงินเดือน เพราะรายได้ผันผวนและแหล่งที่มาหลากหลาย ควรแยกให้ชัดว่ารายได้มาจากแพลตฟอร์มหรือสปอนเซอร์ประเทศใด

4. ที่ปรึกษาออนไลน์

หากให้บริการลูกค้าต่างประเทศผ่าน Zoom หรือระบบออนไลน์ โครงสร้างมักชัดกว่า แต่หากไปพบลูกค้าในเกาหลี จัด workshop ในเกาหลี หรือเซ็นสัญญากับบริษัทเกาหลี ต้องตรวจสถานะเพิ่ม

💡 วิธีทำให้เอกสารงานชัดขึ้น: อย่าเขียนแค่ว่า “Freelancer” หรือ “Business Owner” ควรอธิบายว่าให้บริการอะไร ลูกค้าอยู่ประเทศไหน รับเงินอย่างไร ทำงานจากที่ใด และทำไมการอยู่เกาหลีไม่ใช่การเข้ามาทำงานในตลาดแรงงานเกาหลี

📑 เอกสารงานแบบไหนช่วยให้เคสดูชัด?

คำตอบว่า “ทำงานอะไรได้บ้าง” ต้องสะท้อนในเอกสารด้วย ถ้าคุณบอกว่างานอยู่ต่างประเทศ แต่เอกสารกลับมีลูกค้าเกาหลีหลายราย สัญญาภาษาเกาหลี หรือที่อยู่บริษัทในเกาหลี เคสอาจถูกถามเพิ่ม

เอกสาร ช่วยพิสูจน์อะไร จุดที่ควรระวัง
Employment Letter ยืนยันนายจ้าง ตำแหน่ง ระยะเวลาทำงาน รายได้ และสิทธิทำงานทางไกล ควรระบุชัดว่าบริษัทอยู่นอกเกาหลีและอนุญาตให้ทำงานจากต่างประเทศ
สัญญาจ้าง / Service Agreement แสดงความสัมพันธ์กับนายจ้างหรือลูกค้า ถ้าคู่สัญญาเป็นบริษัทเกาหลีต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงเพิ่ม
หลักฐานเงินเดือน / Payslip แสดงรายได้ประจำและความต่อเนื่อง ชื่อบริษัท ผู้จ่ายเงิน และยอดรับเงินควรตรงกับเอกสารอื่น
Statement ยืนยันเงินเข้าจริงและรูปแบบรายได้ เงินเข้าไม่สม่ำเสมอหรือมาจากหลายแหล่งควรมีคำอธิบายประกอบ
ภาษี / Tax Return ช่วยยืนยันรายได้ต่อปีและความน่าเชื่อถือของอาชีพ รายได้ในภาษีควรสัมพันธ์กับรายได้ที่ใช้ยื่นวีซ่า
Portfolio / Website / Company Profile อธิบายลักษณะงานจริงของฟรีแลนซ์หรือเจ้าของธุรกิจ ควรระวังข้อมูลที่ทำให้เข้าใจว่ามีสำนักงาน ลูกค้า หรือกิจกรรมหลักในเกาหลี

เอกสารงานบางประเภทอาจต้อง แปลเอกสาร หรือรับรองตามรูปแบบที่สถานทูตกำหนด โดยเฉพาะเอกสารบริษัท ภาษี หนังสือรับรองงาน และประวัติอาชญากรรม ควรตรวจ Checklist ล่าสุดก่อนเริ่มดำเนินการ

⚠️ เอกสารงานต้องเล่าเรื่องเดียวกัน: ถ้า Employment Letter ระบุบริษัทสิงคโปร์ แต่ Statement มีเงินเข้าจากบริษัทเกาหลี หรือ LinkedIn ระบุว่าทำงานที่โซลกับทีมเกาหลี ควรเตรียมคำอธิบายก่อนยื่น ไม่ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตีความเอง

🔎 ตัวอย่างเคสที่พลาดเพราะขอบเขตงานไม่ชัด

เคสที่ 1: พนักงานรีโมต แต่บริษัทมีสาขาในเกาหลี

สถานการณ์: ผู้สมัครทำงานให้บริษัทต่างประเทศ แต่ระหว่างอยู่เกาหลีต้องเข้าออฟฟิศสาขาโซลเป็นประจำ

จุดเสี่ยง: อาจดูไม่ใช่งานรีโมตต่างประเทศ แต่เป็นการเข้ามาปฏิบัติงานในสถานประกอบการเกาหลี

แนวทาง: ต้องให้เอกสารระบุชัดว่าหน้าที่ รายงานงาน และผู้จ่ายเงินอยู่ต่างประเทศ และควรตรวจว่าการเข้าออฟฟิศในเกาหลีทำได้หรือไม่

เคสที่ 2: ครีเอเตอร์รับงานรีวิวจากแบรนด์เกาหลี

สถานการณ์: ผู้สมัครมีรายได้จาก YouTube และ Affiliate เป็นหลัก แต่เริ่มรับสปอนเซอร์จากร้านค้าในเกาหลีระหว่างพำนัก

จุดเสี่ยง: รายได้บางส่วนอาจถูกมองเป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในเกาหลี

แนวทาง: ควรแยกรายได้จากแพลตฟอร์มต่างประเทศกับรายได้จากแบรนด์ในเกาหลี และตรวจข้อจำกัดก่อนรับงาน

เคสที่ 3: ฟรีแลนซ์รับลูกค้าทั่วโลก แต่ลูกค้าใหญ่คือบริษัทเกาหลี

สถานการณ์: ผู้สมัครมีลูกค้าหลายประเทศ แต่รายได้หลักช่วงล่าสุดมาจากบริษัทเกาหลี

จุดเสี่ยง: แม้ทำงานออนไลน์ แต่แหล่งรายได้หลักเชื่อมกับตลาดเกาหลี อาจไม่สอดคล้องกับหลักของ F-1-D

แนวทาง: ควรประเมินใหม่ว่าสถานะ F-1-D ยังเหมาะสมหรือไม่ หรือควรปรึกษาหน่วยงานทางการเรื่องวีซ่าทำงาน/ธุรกิจประเภทอื่น

📌 ไม่ใช่ทุกเคสที่มีคำตอบเดียวกัน: งานตำแหน่งเดียวกันอาจมีผลต่างกันได้ หากนายจ้าง ลูกค้า ประเทศที่รับเงิน หน้าที่จริง และเอกสารไม่เหมือนกัน การประเมินต้องดูทั้งชุด ไม่ใช่ดูจาก Job Title เท่านั้น

🧭 วิธีเช็กว่างานของคุณอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมหรือไม่

1

ผู้จ่ายเงินอยู่ประเทศไหน?

ถ้าเงินเดือนหรือค่าบริการมาจากบริษัทนอกเกาหลี ภาพรวมมักใกล้กับ F-1-D มากกว่า แต่ถ้ามาจากบริษัทเกาหลีต้องตรวจเพิ่มทันที

2

ลูกค้าหลักอยู่ที่ไหน?

แม้บริษัทจดทะเบียนนอกเกาหลี แต่ถ้าลูกค้าและกิจกรรมหลักอยู่ในเกาหลี อาจถูกมองว่ามีความเกี่ยวข้องกับตลาดเกาหลี

3

ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศหรือสถานที่ในเกาหลีไหม?

งานรีโมตควรทำจากระยะไกลได้ หากต้องเข้าที่ทำงาน พบลูกค้า หรือทำกิจกรรมออฟไลน์ในเกาหลีเป็นประจำ ต้องระวังมากขึ้น

4

มีการขายสินค้า/บริการให้คนในเกาหลีหรือไม่?

หากรายได้เกิดจากตลาดเกาหลีโดยตรง ควรตรวจวีซ่าธุรกิจหรือวีซ่าทำงานที่เหมาะสม ไม่ควรอาศัย F-1-D เป็นคำตอบเดียว

5

เอกสารทุกใบเล่าเรื่องเดียวกันไหม?

หนังสือรับรองงาน สัญญา Statement ภาษี เว็บไซต์บริษัท และโปรไฟล์ออนไลน์ควรอธิบายกิจกรรมเดียวกัน ไม่ขัดกันเอง

งานออนไลน์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ทีม Co Journey Visa ช่วยตรวจว่าเคสของคุณควรยื่นแบบพนักงานรีโมต ฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจ หรือควรวางเอกสารอธิบายเพิ่มตรงไหน

💬 ให้ทีมช่วยประเมินงานและเอกสาร

🏛️ แหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบก่อนยื่นจริง

กฎ Digital Nomad Visa เกาหลีมีการปรับเป็นระบบอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026 และรายละเอียดเอกสารอาจเปลี่ยนตามสถานทูต ประเทศที่ยื่น และแนวปฏิบัติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้สมัครควรตรวจแหล่งทางการก่อนยื่นเสมอ

⚠️ ควรตรวจข้อมูลล่าสุด: ขอบเขตงาน เอกสาร รายได้ ประกัน ระยะพำนัก และข้อจำกัดการทำงานอาจเปลี่ยนแปลงได้ ให้ยึดข้อมูลจากหน่วยงานเกาหลีใต้และ Checklist ล่าสุดเป็นหลัก การอนุมัติวีซ่าขึ้นอยู่กับสถานทูตหรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง

หากต้องการบริการสำหรับประเทศนี้ สามารถอ่านข้อมูล วีซ่าเกาหลีใต้ หรือใช้บริการ ปรึกษาวีซ่า เพื่อประเมินว่าลักษณะงานและเอกสารของคุณควรจัดวางอย่างไร

⭐ ทำไมควรเลือก Co Journey Visa?

  • ช่วยวิเคราะห์ขอบเขตงานก่อนยื่น — แยกงานรีโมตต่างประเทศ งานสีเทา และงานที่อาจเข้าข่ายทำงานในเกาหลี
  • ตรวจเอกสารงานให้สอดคล้องกัน — ดู Employment Letter, สัญญา, Statement, ภาษี, ลูกค้า และแหล่งรายได้ร่วมกัน
  • ช่วยวางคำอธิบายสำหรับฟรีแลนซ์และเจ้าของธุรกิจ — ลดปัญหาเอกสารดูไม่ต่อเนื่องหรืออธิบายแหล่งรายได้ไม่ชัด
  • เช็กความเสี่ยงก่อนเสียเวลาแปลและรับรองเอกสาร — วางลำดับเอกสารให้ตรงกับ Checklist และข้อเท็จจริงของเคส
  • ให้คำแนะนำแบบรายเคส ไม่การันตีผล — ทีมช่วยประเมินตามเอกสารจริงและกฎล่าสุด โดยไม่โอเวอร์เคลมผลวีซ่า

❓ คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)

ถือวีซ่า Digital Nomad เกาหลีทำงานให้บริษัทต่างประเทศได้ไหม?
โดยหลักของ F-1-D ผู้ถือวีซ่าสามารถทำงานทางไกลจากเกาหลีให้บริษัทต่างประเทศหรือธุรกิจที่อยู่นอกเกาหลีได้ หากงาน รายได้ และเอกสารสอดคล้องกับคุณสมบัติที่ยื่นไว้
วีซ่า Digital Nomad เกาหลีทำงานให้บริษัทเกาหลีได้ไหม?
ไม่ควรทำงานให้บริษัทเกาหลีหรือรับงานเชิงพาณิชย์ในเกาหลีด้วยสถานะ F-1-D เพราะหน่วยงานเกาหลีระบุว่าการจ้างงานหรือกิจกรรมหากำไรในเกาหลีถูกจำกัด หากต้องทำงานในตลาดแรงงานเกาหลีควรใช้วีซ่าทำงานประเภทที่ถูกต้อง
ฟรีแลนซ์ถือ Digital Nomad Visa เกาหลีได้ไหม?
ฟรีแลนซ์อาจเข้าข่ายได้หากพิสูจน์ได้ว่ามีงานทางไกล รายได้จากต่างประเทศ และประสบการณ์ทำงานตามเกณฑ์ แต่ต้องระวังเรื่องความต่อเนื่องของรายได้ ลูกค้า สัญญา ใบแจ้งหนี้ ภาษี และหลักฐานธุรกิจ
ถือ F-1-D เปิดบริษัทหรือขายของในเกาหลีได้ไหม?
ไม่ควรถือว่า F-1-D ให้สิทธิเปิดกิจการ รับลูกค้า หรือขายสินค้าในตลาดเกาหลีได้โดยอัตโนมัติ หากต้องทำธุรกิจในเกาหลีควรตรวจวีซ่าธุรกิจหรือสถานะที่อนุญาตกิจกรรมนั้นโดยตรง
ทำคอนเทนต์ YouTube TikTok หรือ Affiliate จากเกาหลีได้ไหม?
ต้องดูแหล่งรายได้และกิจกรรมจริง หากรายได้มาจากแพลตฟอร์มหรือธุรกิจนอกเกาหลีและไม่รับงานเชิงพาณิชย์ในเกาหลี อาจมีโครงสร้างใกล้กับงานรีโมตต่างประเทศ แต่ถ้ามีสปอนเซอร์ ลูกค้า หรือกิจกรรมขายในเกาหลี ควรตรวจสอบกับหน่วยงานทางการก่อน
ถ้าทำงานผิดเงื่อนไข F-1-D จะมีผลอย่างไร?
การทำงานนอกขอบเขตสถานะอาจมีผลต่อการต่อสถานะ การพำนัก และประวัติการเข้าเมืองในอนาคต หน่วยงานทางการระบุว่าการฝ่าฝืนข้อจำกัดการทำงานอาจถูกลงโทษตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

📌 สรุปสิ่งที่ต้องจำเกี่ยวกับงานที่ทำได้เมื่อถือ F-1-D

  • F-1-D เหมาะกับงานรีโมตที่ผูกกับบริษัท ธุรกิจ หรือลูกค้านอกเกาหลี
  • งานประจำกับบริษัทต่างประเทศมักอธิบายง่าย หากเอกสารงาน รายได้ และการทำงานทางไกลชัดเจน
  • ฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจ และครีเอเตอร์ควรเตรียมหลักฐานแหล่งรายได้ให้ละเอียด
  • ไม่ควรทำงานให้บริษัทเกาหลีหรือรับงานเชิงพาณิชย์ในเกาหลีโดยใช้ F-1-D
  • รายได้เข้าบัญชีต่างประเทศไม่ได้ทำให้ทุกกิจกรรมถูกต้อง หากลูกค้าหรือกิจกรรมหลักอยู่ในเกาหลี
  • เอกสารงานควรเล่าเรื่องเดียวกันระหว่างนายจ้าง ลูกค้า รายได้ สัญญา และ Statement
  • หากกิจกรรมเกี่ยวข้องกับตลาดเกาหลี ควรสอบถามหน่วยงานทางการก่อนเริ่มงาน
  • การพิจารณาวีซ่าและการต่อสถานะขึ้นอยู่กับสถานทูตหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้

ก่อนยื่น F-1-D ควรตรวจว่างานของคุณอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมหรือไม่

ทีม Co Journey Visa ช่วยตรวจลักษณะงาน สัญญา รายได้ ลูกค้า Statement และเอกสารประกอบ เพื่อวางเคสให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและลดความเสี่ยงจากการอธิบายงานไม่ชัด

📱 ปรึกษาฟรีทาง LINE: @cojourneyvisa
หรือโทร 080-8412543 / 061-0312188  |  cojourneyvisa@gmail.com
⭐ รีวิวบทความ

บทความนี้มีประโยชน์กับคุณไหม?

ให้คะแนนหรือเขียนรีวิวสั้น ๆ ได้ทันที ไม่ต้องสมัครสมาชิก ความคิดเห็นของคุณช่วยให้เราปรับบทความให้ตอบคำถามคนอ่านได้ดีขึ้น

0.0 ☆☆☆☆☆ จาก 0 รีวิว
ให้คะแนนและเขียนรีวิว
ยังไม่ได้เลือกดาว
ขอบคุณครับ รีวิวของคุณช่วยให้บทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่านคนต่อไปมากขึ้น 🙏

รีวิวจากผู้อ่าน

🐰
Rabbit Reader
★★★★★

อธิบายเข้าใจง่ายมากค่ะ มีตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน ทำให้เรื่องที่ดูซับซ้อนอ่านง่ายขึ้นเยอะเลย

🐱
Catเที่ยว
★★★★★

บทความมีประโยชน์ครับ เนื้อหาครบและตรงประเด็น อยากให้มีตัวอย่างเพิ่มเติมในช่วงท้ายอีกนิด

🐻
Bear Minimal
★★★★★

ชอบการจัดเรียงเนื้อหามากค่ะ อ่านเพลิน ไม่ยาวเกินไป ได้ความรู้ใหม่ ๆ กลับไปเยอะเลย

🦊
Fox Study
★★★★☆

บทความกระชับ เข้าใจง่าย แชร์ให้เพื่อนอ่านแล้ว ทุกคนบอกว่าได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ