ครูต่างชาติสอนสถาบันภาษาในไทย ต้องใช้ Non-B หรือวีซ่าประเภทไหน
สถาบันภาษาในไทยที่ต้องการจ้างครูต่างชาติ มักสับสนว่าควรใช้ Non-B Teaching เหมือนโรงเรียนทั่วไป หรือใช้ Non-B Working / Employment แบบบริษัท เพราะคำว่า “สถาบันภาษา” ในทางเอกสารอาจมีได้หลายรูปแบบ เช่น โรงเรียนสอนภาษาที่มีใบอนุญาตสถานศึกษา, ศูนย์อบรมภาษา, บริษัทฝึกอบรม, เอเจนซี่จัดครู หรือสถาบันที่เปิดคอร์สระยะสั้น
คำตอบที่ถูกต้องจึงไม่ใช่เลือกจากชื่อทางการตลาดว่า “สถาบันภาษา” แต่ต้องดูว่า นิติบุคคลของสถาบันคืออะไร ใครเป็นนายจ้างจริง ครูสอนที่ไหน สอนภายใต้ใบอนุญาตประเภทใด และเอกสารที่จะใช้ทำ Work Permit ระบุอย่างไร หากเป็นการสอนแบบมีค่าจ้างให้สถาบันในไทย โดยหลักต้องใช้เส้นทาง Non-Immigrant B และ Work Permit ให้ตรงกับข้อเท็จจริง
บทความนี้จะช่วยให้เจ้าของสถาบันภาษา HR เอเจนซี่ และผู้ประสานงานต่างชาติ เข้าใจว่าเคสไหนควรประเมิน Non-B Teaching, เคสไหนอาจต้องประเมิน Non-B Employment, เอกสารฝั่งสถาบันควรเตรียมอะไร, Work Permit ต้องระวังอะไร และต้องดูคุรุสภาหรือใบอนุญาตสอนหรือไม่ หากมีเอกสารครูต่างประเทศ เช่น degree, transcript, police clearance หรือ teaching certificate ควรวางแผนเรื่อง แปลเอกสาร และรับรองเอกสารล่วงหน้า
💬 ไม่แน่ใจว่าสถาบันภาษาของคุณควรใช้ Non-B Teaching หรือ Non-B Working?
ให้ทีม Co Journey Visa ช่วยดูใบอนุญาตสถาบัน โครงสร้างนิติบุคคล นายจ้าง สัญญาจ้าง และ Work Permit ก่อนออกเอกสารให้ครูยื่นจริง
📋 สารบัญบทความ
- ครูต่างชาติสอนสถาบันภาษา ต้องใช้วีซ่าอะไร
- Non-B Teaching หรือ Non-B Working ต่างกันอย่างไร
- ทำไมไม่ควรใช้ Tourist Visa, ED Visa หรือ DTV
- เอกสารที่สถาบันภาษาควรเตรียมให้ครูยื่น Non-B
- Work Permit สำหรับครูสถาบันภาษา ต้องดูอะไร
- ครูสอนภาษาต้องใช้คุรุสภาหรือใบอนุญาตสอนไหม
- Evidence Map: เอกสารแต่ละตัวพิสูจน์อะไร
- ตัวอย่างเคสสถาบันภาษาที่ต้องเลือกต่างกัน
- ข้อผิดพลาดที่สถาบันภาษาพบบ่อย
- แหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบ
- คำถามที่ถามบ่อย
- สรุป
1. ครูต่างชาติสอนสถาบันภาษา ต้องใช้วีซ่าอะไร
หากครูต่างชาติเข้ามาสอนในไทยแบบมีค่าจ้าง วีซ่าที่ควรประเมินเป็นหลักคือ Non-Immigrant B เพราะวัตถุประสงค์คือเข้ามาทำงานให้หน่วยงานในไทย ไม่ใช่เข้ามาท่องเที่ยว เรียน หรือทำงาน remote ให้ต่างประเทศ
ประเด็นที่ต้องแยกคือจะใช้ Non-B ในหมวด Teaching หรือ Employment/Working เพราะสถาบันภาษาแต่ละแห่งมีโครงสร้างไม่เหมือนกัน บางแห่งเป็นโรงเรียนสอนภาษาที่มีใบอนุญาตและมีเอกสารจากหน่วยงานกำกับ บางแห่งเป็นบริษัทจัดอบรมภาษาให้ลูกค้าองค์กร บางแห่งเป็นศูนย์สอนพิเศษหรือแพลตฟอร์มจัดครู ซึ่งเอกสาร Non-B และ Work Permit อาจต่างกัน
2. Non-B Teaching หรือ Non-B Working ต่างกันอย่างไร
Non-B Teaching มักใช้กับผู้ที่จะทำงานเป็นครูหรืออาจารย์ใน school, university หรือ institute โดยมีเอกสารจากสถานศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือรับเข้าทำงาน หนังสือจากหน่วยงานกำกับ เอกสารสถานศึกษา วุฒิการศึกษา Resume และ Police Clearance ตาม Checklist ของสถานทูตที่ยื่นจริง
ส่วน Non-B Working / Employment มักใช้กับการทำงานเป็นพนักงานของบริษัทหรือนิติบุคคลไทย ซึ่งต้องมีเอกสารนายจ้าง เอกสารบริษัท หนังสือจ้างงาน และเอกสาร Work Permit / WP.3 ตามที่สถานทูตหรือกรมการจัดหางานกำหนด หากสถาบันภาษาเป็นบริษัทอบรมภาษา ไม่ใช่โรงเรียนที่มีใบอนุญาตสถานศึกษา เอกสารอาจไปทาง Employment มากกว่า Teaching
| โครงสร้างสถาบันภาษา | วีซ่าที่ควรประเมิน | เอกสารหลักที่มักเกี่ยวข้อง | จุดที่ต้องตรวจ |
|---|---|---|---|
| โรงเรียนสอนภาษาที่มีใบอนุญาตสถานศึกษา | Non-B Teaching | หนังสือจ้างงาน, เอกสารโรงเรียน, หนังสือหน่วยงานกำกับ, วุฒิครู, Police Clearance | สถานทูตต้องการหนังสือจากหน่วยงานใด เช่น หน่วยงานด้านการศึกษา หรือเอกสารโรงเรียนแบบใด |
| สถาบันภาษาในรูปบริษัทอบรม | Non-B Employment / Working | หนังสือจ้างงาน, สัญญาจ้าง, เอกสารบริษัท, WP.3 หรือเอกสาร Work Permit | บริษัทมีสิทธิ์จ้างตำแหน่งครู/ผู้สอนอย่างไร และ Work Permit ระบุงานสอน/อบรมได้หรือไม่ |
| ศูนย์อบรมภาษาสำหรับองค์กร | มักต้องประเมิน Employment เป็นรายเคส | เอกสารบริษัท, สัญญาจ้าง, job description, สถานที่สอน, ลูกค้าองค์กร | ครูสอนที่สำนักงานบริษัท ลูกค้า หรือหลายสถานที่ ต้องระบุ Work Permit ให้ตรงจริง |
| เอเจนซี่จัดครูให้หลายสถาบัน | ต้องดูว่าใครเป็นนายจ้างจริง | สัญญาจ้าง, เอกสารเอเจนซี่, เอกสารสถาบันปลายทาง, สถานที่ทำงาน | อย่าให้เอกสารขัดกันระหว่างนายจ้าง ผู้จ่ายเงิน และสถานที่สอน |
| ครูสอนออนไลน์ให้ผู้เรียนไทยจากในไทย | ต้องประเมินงาน/นายจ้างจริง | เอกสารบริษัท แพลตฟอร์ม สัญญาจ้าง และแหล่งรายได้ | ไม่ควรใช้ DTV ถ้างานคือทำให้บริษัท/ลูกค้าในไทย ต้องตรวจ Work Permit |
3. ทำไมไม่ควรใช้ Tourist Visa, ED Visa หรือ DTV
การสอนภาษาในไทยแบบมีค่าจ้างเป็นกิจกรรมการทำงาน ไม่ใช่การท่องเที่ยวหรือการเรียน ดังนั้นไม่ควรให้ครูเข้ามาด้วย Tourist Visa หรือ Visa Exemption แล้วเริ่มสอนก่อน ส่วน ED Visa ใช้สำหรับผู้เรียน ไม่ใช่ผู้สอน และ DTV Workcation ใช้กับงาน remote ให้ต่างประเทศ ไม่ใช่งานสอนให้สถาบันภาษาในไทย
| ประเภทวีซ่า | เหมาะกับครูสอนภาษาในไทยไหม | เหตุผล | ความเสี่ยงถ้าใช้ผิด |
|---|---|---|---|
| Tourist Visa / Visa Exemption | ไม่ควรใช้ | วัตถุประสงค์คือท่องเที่ยว ไม่ใช่ทำงานสอน | เสี่ยงใช้สถานะผิดวัตถุประสงค์และทำงานโดยไม่มี Work Permit |
| ED Visa | ไม่ใช่สำหรับผู้สอน | ใช้สำหรับผู้เรียนหรือผู้เข้าศึกษา | สถานะไม่ตรงกับบทบาทครูหรือพนักงานสอนภาษา |
| DTV | ไม่เหมาะกับงานสอนให้สถาบันไทย | DTV Workcation เน้นงาน remote ให้ต่างประเทศ ไม่ใช่ทำงานให้นายจ้างในไทย | อาจถูกมองว่าใช้วีซ่าผิดประเภท หากงานจริงคือสอนให้สถาบันภาษาในไทย |
| Non-B Teaching | เหมาะเมื่อสถาบันเป็นสถานศึกษา/โรงเรียนที่ออกเอกสาร Teaching ได้ | ตรงกับการทำงานเป็นครูหรือผู้สอน | ต้องมีเอกสารสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาม Checklist |
| Non-B Employment / Working | เหมาะเมื่อสถาบันเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลจ้างงาน | ตรงกับการเป็นพนักงานของนายจ้างไทย | ต้องมี WP.3 / Work Permit และเอกสารบริษัทให้ครบ |
4. เอกสารที่สถาบันภาษาควรเตรียมให้ครูยื่น Non-B
เอกสารจริงต้องดูจากสถานทูตที่ครูจะยื่น แต่โดยโครงสร้าง สถาบันภาษาควรเตรียมเอกสารให้ครอบคลุม 4 เรื่อง คือ ตัวตนของครู ตัวตนของสถาบัน ความสัมพันธ์การจ้างงาน และแผน Work Permit หลังเข้าไทย
| กลุ่มเอกสาร | ตัวอย่างเอกสาร | ใครเตรียม | จุดที่ควรตรวจ |
|---|---|---|---|
| เอกสารครู | Passport, รูปถ่าย, หลักฐานที่อยู่ปัจจุบัน, CV/Resume | ครูต่างชาติ | ชื่อสะกดต้องตรงกับสัญญาจ้างและเอกสารทั้งหมด |
| คุณสมบัติครู | Degree, transcript, teaching certificate, TEFL/TESOL หากมี | ครูต่างชาติ | วุฒิควรสัมพันธ์กับตำแหน่งและอาจต้องแปล/รับรอง |
| ประวัติอาชญากรรม | Police Clearance / Criminal Record Clearance | ครูต่างชาติ | บางสถานทูตกำหนดประเทศที่ออกและอายุเอกสาร ควรขอล่วงหน้า |
| เอกสารจ้างงาน | Employment letter, offer letter, employment contract, job description | สถาบันภาษา | ระบุตำแหน่ง วิชา/ภาษา ชั่วโมงสอน เงินเดือน วันที่เริ่มงาน และสถานที่สอน |
| เอกสารสถาบัน | ใบอนุญาตโรงเรียน/สถาบัน, เอกสารจดทะเบียนบริษัท, school profile หรือ company profile | สถาบันภาษา | ต้องเลือกชุดเอกสารให้ตรงกับโครงสร้างจริงของสถาบัน |
| หนังสือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | หนังสือจากหน่วยงานด้านการศึกษา หรือหน่วยงานกำกับ หาก Checklist กำหนด | สถาบันภาษา/หน่วยงานกำกับ | ต้องดูว่าสถานทูตที่ยื่นขอเอกสารนี้หรือไม่ |
| เอกสาร Work Permit / WP.3 | WP.3, employment certification, เอกสารนายจ้าง, เอกสารสถานที่ทำงาน | สถาบันภาษา | นายจ้าง ตำแหน่ง และสถานที่ทำงานต้องตรงกับ Non-B |
5. Work Permit สำหรับครูสถาบันภาษา ต้องดูอะไร
Non-B เป็นวีซ่าเพื่อเข้ามาตามวัตถุประสงค์การทำงาน แต่การทำงานอย่างถูกต้องต้องมี Work Permit ที่สอดคล้องกับงานจริง สำหรับครูสอนภาษา Work Permit ต้องดูอย่างน้อย 4 จุด คือ นายจ้าง ตำแหน่ง ลักษณะงาน และสถานที่ทำงาน
หากครูยังอยู่ต่างประเทศ สถาบันอาจต้องพิจารณา WP.3 หรือเอกสารขออนุญาตทำงานล่วงหน้า โดยนายจ้างเป็นผู้ยื่นแทนครู หากครูเข้ามาไทยแล้ว ต้องตรวจขั้นตอน Work Permit ปัจจุบันกับกรมการจัดหางานหรือระบบ e-Work Permit ก่อนให้เริ่มสอนจริง
สิ่งที่ต้องตรงกัน
- ชื่อนายจ้างในสัญญาและ Work Permit
- ตำแหน่ง เช่น English Teacher / Language Instructor
- ลักษณะงานและวิชาที่สอน
- ที่ตั้งสถาบันหรือสถานที่สอนจริง
- เงินเดือนและระยะเวลาจ้าง
จุดที่ต้องระวัง
- ครูสอนหลายสาขา
- ครูสอนนอกสถานที่ให้ลูกค้าองค์กร
- ครูสอนทั้ง online และ onsite
- เอเจนซี่เป็นผู้จ้างแต่สอนที่สถาบันอื่น
- ตำแหน่งในเอกสารไม่ตรงกัน
6. ครูสอนภาษาต้องใช้คุรุสภาหรือใบอนุญาตสอนไหม
ประเด็นคุรุสภาต้องดูเป็นรายเคส ไม่ควรตอบว่า “ต้องใช้ทุกสถาบันภาษา” หรือ “ไม่ต้องใช้แน่นอน” เพราะขึ้นอยู่กับประเภทของสถานศึกษา ลักษณะการสอน ระดับผู้เรียน และว่าตำแหน่งนั้นอยู่ในข่ายวิชาชีพครูหรือไม่
ข้อมูลจากคุรุสภาระบุว่า บุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตไม่สามารถแสดงสิทธิประกอบวิชาชีพครูได้ และสถานศึกษาก็ไม่สามารถรับผู้ไม่มีใบอนุญาตหรือไม่ได้รับอนุญาตเฉพาะจากคุรุสภาเข้าประกอบวิชาชีพในสถานศึกษาได้ หากจำเป็นต้องใช้ครูต่างชาติ สถานศึกษาต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี และระยะอนุญาตชั่วคราวครั้งละไม่เกิน 2 ปี รวมไม่เกิน 6 ปีต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่กำหนด
| ประเภทสถาบัน/งานสอน | ประเด็นคุรุสภา | สิ่งที่ควรถามก่อนจ้าง |
|---|---|---|
| โรงเรียนสอนภาษาที่เป็นสถานศึกษา | ควรตรวจว่าครูเข้าข่ายต้องมีใบอนุญาต/หนังสืออนุญาตสอนหรือไม่ | สถาบันมีสถานะเป็นสถานศึกษาตามกฎหมายหรือไม่ และตำแหน่งนี้เป็นครูในข่ายวิชาชีพหรือไม่ |
| ศูนย์อบรมภาษาสำหรับผู้ใหญ่ | อาจไม่เหมือนโรงเรียนในระบบ ต้องตรวจโครงสร้างจริง | เป็นศูนย์อบรม บริษัท หรือสถานศึกษาประเภทใด |
| สอนเด็กนักเรียนในหลักสูตรของโรงเรียน | มีโอกาสเกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูมากขึ้น | ต้องมี temporary teaching permit หรือ teaching license หรือไม่ |
| สอนคอร์ส short course / corporate training | ต้องดูว่าเป็นการอบรมหรือการสอนในสถานศึกษา | มีผู้เรียนกลุ่มไหน สถานที่ใด และออกเอกสารในนามใคร |
7. Evidence Map: เอกสารแต่ละตัวพิสูจน์อะไร
สถาบันภาษาควรจัดเอกสารแบบ Evidence Map เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพเร็วว่า ครูคนนี้ทำงานให้ใคร สอนอะไร สอนที่ไหน และสถาบันมีสิทธิ์จ้างหรือไม่ ไม่ใช่แนบเอกสารจำนวนมากแต่ข้อมูลขัดกัน
| คำถามที่เจ้าหน้าที่ต้องเห็นคำตอบ | เอกสารที่ใช้พิสูจน์ | สัญญาณว่าเคสยังไม่ชัด | วิธีเสริมให้แข็งขึ้น |
|---|---|---|---|
| สถาบันภาษาเป็นองค์กรประเภทใด | ใบอนุญาตโรงเรียน, company registration, school/company profile | ใช้ชื่อแบรนด์ แต่ไม่มีเอกสารนิติบุคคลหรือใบอนุญาตชัด | แนบเอกสารที่แสดงสถานะของสถาบันและผู้มีอำนาจลงนาม |
| ครูจะสอนอะไร | Employment letter, job description, course description | ระบุแค่ว่า teacher แต่ไม่บอกภาษา คอร์ส หรือกลุ่มผู้เรียน | ระบุภาษา ระดับผู้เรียน ชั่วโมงสอน และลักษณะงานให้ชัด |
| ใครเป็นนายจ้างจริง | Employment contract, payroll information, company documents | เอเจนซี่กับสถาบันออกเอกสารคนละทาง | ทำโครงสร้างนายจ้าง ผู้จ่ายเงิน และสถานที่สอนให้ตรงกัน |
| ครูมีคุณสมบัติพอไหม | Degree, transcript, TEFL/TESOL, CV, police clearance | วุฒิไม่ตรงหรือเอกสารไม่แปล/ไม่รับรอง | จัดชุดคุณสมบัติครูให้สัมพันธ์กับวิชาที่สอน |
| จะทำงานถูกต้องหรือไม่ | WP.3, Work Permit plan, temporary teaching permit หากเกี่ยวข้อง | มี Non-B แล้วแต่ไม่มีแผน Work Permit | วาง Timeline วีซ่า → Work Permit → เริ่มสอนให้ชัด |
8. ตัวอย่างเคสสถาบันภาษาที่ต้องเลือกต่างกัน
เคส A: โรงเรียนสอนภาษาที่มีใบอนุญาตโรงเรียน
ควรเริ่มประเมิน Non-B Teaching โดยดูว่าเอกสารโรงเรียน หนังสือรับเข้าทำงาน หนังสือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วุฒิครู และ Police Clearance ครบตามสถานทูตที่ยื่นจริงหรือไม่ จากนั้นวางแผน Work Permit และตรวจว่าต้องใช้เอกสารคุรุสภาหรือไม่
เคส B: บริษัทอบรมภาษาให้พนักงานองค์กร
อาจต้องประเมิน Non-B Employment/Working มากกว่า Teaching เพราะผู้สอนเป็นพนักงานของบริษัทอบรม ไม่ใช่ครูในโรงเรียนตามโครงสร้างสถานศึกษา เอกสารสำคัญคือ company registration, employment letter, job description, WP.3 และสถานที่ทำงานจริง
เคส C: เอเจนซี่จ้างครูแล้วส่งไปสอนหลายสถาบัน
ต้องระวังเป็นพิเศษว่าใครเป็นนายจ้างใน Work Permit และครูสอนที่ใดบ้าง หากครูไปหลายสถานที่ ต้องตรวจการระบุสถานที่ทำงานกับกรมการจัดหางานก่อน ไม่ควรให้เอกสารระบุที่เดียวแต่ครูทำงานจริงหลายที่
เคส D: ครูต่างชาติสอนออนไลน์จากไทยให้ผู้เรียนในไทย
ต้องดูว่าใครเป็นนายจ้างและรายได้มาจากใคร หากเป็นบริษัทไทยหรือสถาบันไทยจ้างให้สอนออนไลน์จากในไทย ยังเป็นการทำงานให้หน่วยงานในไทย ไม่ควรตีความว่าเป็น remote work แบบ DTV โดยอัตโนมัติ
⚡ ถ้าสถาบันภาษาของคุณมีทั้งสอน onsite, online, corporate training หรือหลายสาขา
ทีม Co Journey Visa ช่วยดูโครงสร้างเอกสารให้ว่าใช้ Non-B Teaching หรือ Working ควรเตรียม Work Permit อย่างไร และจุดไหนที่อาจขัดกันก่อนยื่นจริง
9. ข้อผิดพลาดที่สถาบันภาษาพบบ่อย
เคสสถาบันภาษามักพลาดเพราะ “ชื่อเรียกทางธุรกิจ” ไม่ตรงกับ “โครงสร้างทางเอกสาร” เช่น เรียกตัวเองว่า school แต่เอกสารเป็นบริษัทอบรม หรือบอกว่าเป็น training แต่ให้ครูสอนประจำแบบโรงเรียน จุดนี้ควรแก้ก่อนออกเอกสารวีซ่า
| ข้อผิดพลาด | ผลที่อาจเกิดขึ้น | วิธีแก้ก่อนยื่น |
|---|---|---|
| ใช้ Tourist Visa ให้ครูเริ่มสอนก่อน | วัตถุประสงค์เข้าเมืองไม่ตรงกับงานสอน | วาง Non-B และ Work Permit ก่อนเริ่มสอนจริง |
| เลือก Non-B Teaching ทั้งที่สถาบันเป็นบริษัทอบรม | เอกสารสถานศึกษาไม่ครบหรือไม่ตรง Checklist | ตรวจโครงสร้างนิติบุคคลก่อนเลือกหมวด Non-B |
| ตำแหน่งในสัญญาไม่ตรงกับ Work Permit | เอกสารขัดกันและอาจมีปัญหาตอนตรวจ | ใช้ตำแหน่ง ลักษณะงาน และสถานที่เดียวกันทุกไฟล์ |
| ครูสอนหลายที่แต่ Work Permit ระบุที่เดียว | เสี่ยงทำงานนอกเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต | ตรวจสถานที่ทำงานและวิธีระบุใน Work Permit ล่วงหน้า |
| ไม่เตรียม Police Clearance หรือวุฒิแปล | ยื่น Non-B ไม่ทันวันเริ่มงาน | แจ้งครูขอเอกสารต่างประเทศตั้งแต่ขั้น offer |
| ไม่ตรวจคุรุสภาในเคสที่เข้าข่าย | Work Permit หรือการเริ่มสอนอาจสะดุด | ตรวจประเภทสถาบันและตำแหน่งสอนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง |
10. แหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบ
ข้อมูล Non-B, Work Permit, WP.3 และใบอนุญาตสอนเปลี่ยนได้ตามสถานทูต ประเทศที่ครูยื่น ประเภทสถาบันภาษา จังหวัด และระบบราชการปัจจุบัน ก่อนดำเนินการควรตรวจจากแหล่งทางการโดยตรง ไม่ควรยึดจากประสบการณ์ของสถาบันอื่นเพียงอย่างเดียว
- Thai E-Visa Official Website: https://www.thaievisa.go.th/
- Royal Thai Consulate-General, Los Angeles — Non-B: https://thaiconsulatela.thaiembassy.org/en/publicservice/non-b
- Royal Thai Embassy, Hanoi — Non-Immigrant B to work as teachers in Thailand: https://rtehanoi.thaiembassy.org/
- Royal Thai Embassy, Tehran — Non-Immigrant Visa “B” Teaching: https://tehran.thaiembassy.org/en/publicservice/non-immigrant-visa-b-teaching
- Department of Employment — e-Work Permit: https://eworkpermit.doe.go.th/
- Department of Employment — WP.3 Document: https://www.doe.go.th/
- Teachers’ Council of Thailand / คุรุสภา: https://www.ksp.or.th/
- Criteria for Temporary Teaching Permit for Foreign Teachers: https://www.ksp.or.th/
- Immigration Bureau: https://www.immigration.go.th/
หากเอกสารครู เช่น degree, transcript, police clearance, teaching certificate หรือเอกสารจากต่างประเทศไม่ใช่ภาษาไทยหรืออังกฤษ ควรวางแผน แปลเอกสาร และรับรองเอกสารล่วงหน้า และถ้าสถาบันยังไม่แน่ใจว่าใช้ Non-B Teaching หรือ Working ควรเริ่มจากการ ปรึกษาวีซ่า ก่อนออกเอกสารให้ครู
⭐ ทำไมสถาบันภาษาควรให้ Co Journey Visa ช่วยวางแผนเคสครูต่างชาติ?
- ช่วยแยกว่าใช้ Non-B Teaching หรือ Working — ดูจากใบอนุญาตสถาบัน นิติบุคคล นายจ้าง และลักษณะงานจริง
- ช่วยตรวจเอกสารสถาบันภาษา — เช่น school license, company registration, employment letter, contract และเอกสารผู้มีอำนาจลงนาม
- ช่วยตรวจเอกสารครูต่างชาติ — เช่น degree, transcript, CV, police clearance, TEFL/TESOL และเอกสารแปล/รับรอง
- ช่วยวาง Work Permit และ WP.3 — ให้ข้อมูลนายจ้าง ตำแหน่ง และสถานที่สอนตรงกันทุกไฟล์
- ช่วยประเมินประเด็นคุรุสภา — หากสถาบันเข้าข่ายสถานศึกษาหรือตำแหน่งสอนต้องใช้เอกสารวิชาชีพครู
- ช่วยลดความเสี่ยงเอกสารขัดกัน — โดยทำ Evidence Map ให้เห็นว่าแต่ละเอกสารพิสูจน์อะไรและยังขาดจุดไหน
❓ คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับครูต่างชาติสอนสถาบันภาษาในไทย
📌 สรุปสิ่งที่สถาบันภาษาต้องจำก่อนจ้างครูต่างชาติ
- ครูต่างชาติที่สอนสถาบันภาษาในไทยแบบมีค่าจ้าง โดยหลักควรใช้ Non-Immigrant B และ Work Permit
- ถ้าสถาบันภาษาเป็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ออกเอกสารได้ อาจประเมิน Non-B Teaching
- ถ้าสถาบันเป็นบริษัท ศูนย์อบรม หรือเอเจนซี่ อาจต้องประเมิน Non-B Employment/Working ตามโครงสร้างจริง
- ไม่ควรใช้ Tourist Visa, ED Visa หรือ DTV เพื่อให้ครูเข้ามาสอนให้สถาบันในไทย
- Work Permit ต้องตรงกับนายจ้าง ตำแหน่ง ลักษณะงาน และสถานที่สอนจริง
- ถ้าครูสอนหลายสาขา หลายสถานที่ หรือสอนนอกสถานที่ ต้องตรวจ Work Permit เป็นพิเศษ
- ประเด็นคุรุสภาหรือใบอนุญาตสอนต้องตรวจตามประเภทสถาบันและตำแหน่งสอน ไม่ควรเดาเอง
- เอกสารต่างประเทศ เช่น degree, transcript, police clearance ควรเตรียมแปล/รับรองล่วงหน้า
- การพิจารณาขึ้นอยู่กับสถานทูต กรมการจัดหางาน Immigration คุรุสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครสามารถการันตีผลได้
สถาบันภาษาต้องการจ้างครูต่างชาติ แต่ไม่แน่ใจว่าใช้ Non-B แบบไหน?
ทีม Co Journey Visa ช่วยประเมินรายเคสจากใบอนุญาตสถาบัน โครงสร้างนิติบุคคล นายจ้างจริง ตำแหน่งครู สถานที่สอน เอกสารครูต่างชาติ Work Permit / WP.3 และประเด็นคุรุสภา เพื่อวางเส้นทาง Non-B ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยไม่โอเวอร์เคลมหรือการันตีผลอนุมัติ
📱 ปรึกษาฟรีทาง LINE: @cojourneyvisaหรือโทร 080-8412543 / 061-0312188 | cojourneyvisa@gmail.com
บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความนี้มีประโยชน์กับคุณไหม?
ให้คะแนนหรือเขียนรีวิวสั้น ๆ ได้ทันที ไม่ต้องสมัครสมาชิก ความคิดเห็นของคุณช่วยให้เราปรับบทความให้ตอบคำถามคนอ่านได้ดีขึ้น
รีวิวจากผู้อ่าน
อธิบายเข้าใจง่ายมากค่ะ มีตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน ทำให้เรื่องที่ดูซับซ้อนอ่านง่ายขึ้นเยอะเลย
บทความมีประโยชน์ครับ เนื้อหาครบและตรงประเด็น อยากให้มีตัวอย่างเพิ่มเติมในช่วงท้ายอีกนิด
ชอบการจัดเรียงเนื้อหามากค่ะ อ่านเพลิน ไม่ยาวเกินไป ได้ความรู้ใหม่ ๆ กลับไปเยอะเลย
บทความกระชับ เข้าใจง่าย แชร์ให้เพื่อนอ่านแล้ว ทุกคนบอกว่าได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ







