ไปงานจีนเพื่อซื้อสินค้า กับไปขายสินค้า ต้องเตรียมตัวต่างกันอย่างไร

ไปงานจีนเพื่อซื้อสินค้า กับไปขายสินค้า ต้องเตรียมตัวต่างกันอย่างไร

🇨🇳 China Trade Fair Guide 2026

ไปงานจีนเพื่อซื้อสินค้า กับไปขายสินค้า ต้องเตรียมตัวต่างกันอย่างไร

ไปซื้อคือไปหาโรงงานและควบคุมความเสี่ยงการนำเข้า ส่วนไปขายคือไปหาผู้ซื้อและพิสูจน์ว่าสินค้าไทยพร้อมเข้าตลาดจีน เป้าหมาย เอกสาร และการเตรียมตัวจึงไม่เหมือนกัน
📅 อัปเดตล่าสุด: 25 กรกฎาคม 2026 ✍️ โดย ทีมผู้เชี่ยวชาญ Co Journey Visa ⏱ อ่าน 14 นาที

งานแฟร์จีนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะไปเพื่อ “ซื้อสินค้า” หาโรงงาน OEM/ODM นำเข้าสินค้าใหม่ หรือไปเพื่อ “ขายสินค้า” หา distributor, importer, buyer และช่องทางขายในจีน แต่สองเป้าหมายนี้เตรียมตัวต่างกันมาก หากเตรียมผิดด้าน อาจเสียทั้งเวลา ค่าเดินทาง และโอกาสทางธุรกิจ

ถ้าไปซื้อสินค้า สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าต้องการสินค้าอะไร สเปกแบบไหน ราคาเป้าหมายเท่าไหร่ จะนำเข้าไทยได้จริงไหม มีมาตรฐานหรือใบอนุญาตไทยหรือไม่ และคู่ค้าจีนที่เจอในงานแฟร์เป็นโรงงานจริงหรือเป็น trading company ส่วนถ้าไปขายสินค้า สิ่งสำคัญคือการพิสูจน์ว่าสินค้าไทยมีตลาดในจีน พร้อมด้านฉลาก มาตรฐาน ราคา export price เครื่องหมายการค้า ตัวแทนจำหน่าย และเอกสารส่งออก

บทความนี้สรุปให้ผู้ประกอบการไทยเห็นภาพชัดว่า ไปงานจีนเพื่อซื้อสินค้ากับไปขายสินค้าต้องเตรียมอะไรต่างกันบ้าง พร้อม checklist เอกสาร วีซ่า การเจรจา ศุลกากร การตรวจคู่ค้า และแหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบก่อนเดินทาง เช่น วีซ่าจีน ตั๋วเครื่องบิน และ แปลเอกสาร สำหรับงานแฟร์หรือทริปธุรกิจ

สรุปสั้น ๆ: ไปงานจีนเพื่อซื้อสินค้า ต้องเตรียม product spec, target price, MOQ, sample, factory verification, payment terms, QC, shipping, HS Code, ภาษีนำเข้าไทย และมาตรฐานสินค้าที่ไทยกำกับ ส่วนไปงานจีนเพื่อขายสินค้า ต้องเตรียม market positioning, buyer profile, catalog ภาษาจีน/อังกฤษ, export price, sample, certificate, Chinese labeling, trademark/IP, distributor agreement, payment collection และข้อกำกับการนำเข้าสินค้าเข้าจีน เป้าหมายของฝ่ายซื้อคือ “ลดความเสี่ยงก่อนโอนเงิน” ส่วนเป้าหมายของฝ่ายขายคือ “ทำให้ผู้ซื้อจีนเชื่อว่าสินค้าพร้อมขายจริงในตลาดจีน”

💬 จะไปงานแฟร์จีน ซื้อสินค้า หรือออกบูธขายสินค้า? ให้ทีม Co Journey Visa ช่วยเตรียมเอกสารเดินทาง วีซ่าจีน ตั๋วเครื่องบิน แผนเดินทางธุรกิจ และเอกสารแปลให้พร้อมก่อนเดินทางจริง

📱 ปรึกษาทาง LINE ฟรี

1. ภาพรวม: ไปซื้อกับไปขายต่างกันตรงไหน?

การไปซื้อสินค้าในงานจีนคือการไปในฐานะ buyer หรือ sourcing team เป้าหมายคือหาสินค้าที่เหมาะกับตลาดไทย หาซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ ต่อรองราคา ตรวจคุณภาพ และวางแผนนำเข้าไทยให้ถูกกฎหมาย ส่วนการไปขายสินค้าคือการไปในฐานะ seller/exporter เป้าหมายคือหาผู้ซื้อจีน ตัวแทนจำหน่าย ห้าง ร้านค้า แพลตฟอร์ม หรือคู่ค้าทางธุรกิจที่สามารถนำสินค้าไทยไปขายในจีนได้จริง

ความต่างนี้ส่งผลตั้งแต่การเตรียมเอกสาร การคุยในบูธ คำถามที่ต้องถาม วิธีประเมินความสำเร็จ ไปจนถึงความเสี่ยงหลังงานจบ หากไปซื้อแต่เตรียมตัวแบบคนขาย คุณอาจไม่ได้ข้อมูลโรงงานและต้นทุนที่พอใช้ตัดสินใจ หากไปขายแต่เตรียมตัวแบบคนซื้อ คุณอาจไม่มี catalog, certificate, price structure และข้อเสนอที่น่าเชื่อถือพอสำหรับผู้ซื้อจีน

หัวข้อ ไปงานจีนเพื่อซื้อสินค้า ไปงานจีนเพื่อขายสินค้า สิ่งที่ต้องไม่ลืม
บทบาทในงาน Buyer / Importer / Sourcing Seller / Exporter / Exhibitor / Brand owner บทบาทต่างกัน วิธีคุยและเอกสารที่ใช้จึงต่างกัน
เป้าหมายหลัก หาโรงงาน สินค้า ราคา คุณภาพ และเงื่อนไขนำเข้าไทย หาผู้ซื้อ Distributor Importer Retailer หรือ Partner ในจีน ต้องกำหนด KPI ก่อนเดินทาง เช่น จำนวน supplier หรือจำนวน buyer lead
เอกสารที่เน้น สเปกสินค้า target price MOQ check list ซัพพลายเออร์ และ import plan catalog, price list, company profile, certificate, export offer และ sample เอกสารควรมีภาษาอังกฤษ/จีนตามกลุ่มคู่ค้าที่พบ
ความเสี่ยงหลัก คู่ค้าไม่ใช่โรงงานจริง สินค้าไม่ได้คุณภาพ โอนเงินผิดบัญชี นำเข้าไทยไม่ได้ ผู้ซื้อไม่จ่ายเงิน สินค้าไม่ผ่านกฎจีน ฉลากไม่พร้อม trademark ถูกจดก่อน ต้องตรวจทั้งคู่ค้า เอกสารสินค้า และระบบชำระเงิน
หลังงานจบ ตรวจโรงงาน ขอ sample ทำ PI/contract ตรวจ QC ก่อนโอน follow up buyer ส่ง quotation เอกสารสินค้า เจรจา payment/distribution งานจริงเริ่มหลังแฟร์ ไม่ใช่จบที่แลกนามบัตร

หมายเหตุ: เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

2. ถ้าไปจีนเพื่อซื้อสินค้า ต้องเตรียมอะไร?

หากเป้าหมายคือการซื้อสินค้า หาของมาขายในไทย หรือสร้างแบรนด์ด้วยโรงงานจีน คุณต้องเตรียมตัวเหมือน “ฝ่ายจัดซื้อระหว่างประเทศ” ไม่ใช่แค่เดินดูของที่น่าสนใจ สิ่งที่ต้องมีคือ product brief ที่ชัดเจน สเปกขั้นต่ำ ราคาเป้าหมาย ปริมาณทดลองนำเข้า งบประมาณมัดจำ แผนตรวจโรงงาน และแผนนำเข้าไทย

Product spec

ต้องรู้รุ่น วัสดุ ขนาด สี ฟังก์ชัน แพ็กเกจ มาตรฐาน และความต่างจากสินค้าที่ขายในไทย

Target price

ควรมีราคาเป้าหมายและต้นทุนรวมคร่าว ๆ ไม่ใช่ดูแค่ราคาหน้าโรงงาน เพราะยังมีค่าส่ง ภาษี และค่าเคลียร์ของ

Supplier check

ต้องตรวจว่าเป็นโรงงานจริงหรือ trader และตรวจชื่อบริษัทจีน เลข Unified Social Credit Code และบัญชีรับเงิน

Import readiness

ต้องรู้ว่าสินค้านำเข้าไทยได้หรือไม่ มี อย. มอก. กสทช. หรือใบอนุญาตเฉพาะหรือไม่ตามประเภทสินค้า

สิ่งที่ควรเตรียมก่อนเดินงาน เหตุผล ตัวอย่างคำถามที่ควรถามซัพพลายเออร์
รายการสินค้าที่ต้องการ ช่วยไม่ให้เสียเวลาเดินดูทุกอย่างโดยไม่มีเป้าหมาย สินค้ารุ่นนี้มี material option อะไรบ้าง? MOQ เท่าไหร่?
สเปกและมาตรฐานขั้นต่ำ ใช้เทียบโรงงานแต่ละรายให้เป็นระบบ มี test report หรือ certificate ของรุ่นนี้หรือไม่?
ราคาเป้าหมายและต้นทุนรวม ราคาหน้าโรงงานไม่ใช่ต้นทุนสุดท้ายเมื่อถึงไทย ราคา FOB/EXW/CIF ต่างกันเท่าไหร่? รวม packaging ไหม?
แผนนำเข้าไทย บางสินค้าต้องมีมาตรฐาน/ใบอนุญาตก่อนขายในไทย สินค้าเคยส่งไทยไหม? ใช้ HS Code อะไร? มีเอกสารนำเข้าเดิมไหม?
เงื่อนไขชำระเงิน ลดความเสี่ยงโอนมัดจำแล้วไม่ได้สินค้า สามารถจ่ายมัดจำ 30% และจ่ายที่เหลือหลัง inspection ได้ไหม?
แผน QC และ inspection สินค้าตัวอย่างกับล็อตผลิตจริงอาจต่างกัน ยอมให้ third-party inspection ก่อน shipment หรือไม่?
ข้อมูลโรงงาน แยกโรงงานจริงกับ trading company ขอดู factory address, business license, production line และ capacity ได้ไหม?

หมายเหตุ: เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

❌ จุดพลาดของคนไปซื้อสินค้า: เห็นสินค้าดี ราคาถูก เซลส์พูดน่าเชื่อถือ แล้วรีบโอนมัดจำโดยยังไม่ตรวจบริษัท บัญชีรับเงิน สเปกสินค้า QC และข้อกำกับนำเข้าไทย สุดท้ายอาจเจอสินค้าผิดสเปก นำเข้าไม่ได้ หรือเคลมยากมาก

3. ถ้าไปจีนเพื่อขายสินค้า ต้องเตรียมอะไร?

หากเป้าหมายคือการขายสินค้าไทยในจีน คุณต้องเตรียมตัวเหมือน “ฝ่ายส่งออกและพัฒนาตลาดจีน” ไม่ใช่แค่เอาสินค้าไปโชว์แล้วรอคนมาซื้อ ผู้ซื้อจีนมักถามเรื่องราคา ปริมาณผลิตต่อเดือน มาตรฐานสินค้า เอกสารนำเข้า ฉลากจีน อายุสินค้า เงื่อนไขตัวแทนจำหน่าย ช่องทางขาย และความสามารถในการส่งมอบต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแนะนำให้ผู้เริ่มต้นส่งออกเตรียมความพร้อมด้านนิติบุคคล เอกสารซื้อขาย สัญญา/ใบสั่งซื้อ รายละเอียดสินค้า ราคา ปริมาณ เงื่อนไขส่งมอบ และเงื่อนไขชำระเงินให้ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ยิ่งสำคัญเมื่อคุณไปขายในจีน เพราะผู้ซื้อจริงไม่ได้ดูแค่สินค้าน่าสนใจ แต่ดูว่าคุณส่งออกได้จริงหรือไม่

สิ่งที่ควรเตรียม ทำไมสำคัญตอนขายในจีน ควรมีอะไรในเอกสาร
Company profile ช่วยให้ผู้ซื้อจีนเชื่อว่าบริษัทมีตัวตนและส่งออกได้จริง ประวัติบริษัท กำลังผลิต ลูกค้าเดิม ภาพโรงงาน/คลัง และช่องทางติดต่อ
Catalog ภาษาจีน/อังกฤษ ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจสินค้าเร็วขึ้นและส่งต่อให้ทีมจัดซื้อได้ ชื่อสินค้า จุดขาย สเปก ขนาด บรรจุภัณฑ์ MOQ อายุสินค้า และรูปคุณภาพดี
Export price list ผู้ซื้อจีนต้องคำนวณต้นทุน landed cost ในจีน ราคา FOB/CIF ตามที่เหมาะสม MOQ lead time payment terms และ validity ของราคา
Certificate / test report สินค้าบางกลุ่มต้องใช้เอกสารมาตรฐานหรือผลทดสอบเพื่อเข้าตลาดจีน COA, test report, GMP, HACCP, ISO, organic หรือเอกสารเฉพาะตามประเภทสินค้า
Chinese labeling plan สินค้าหลายประเภทต้องมีฉลากจีนก่อนขายจริง ชื่อสินค้า ส่วนประกอบ วิธีใช้ วันหมดอายุ ผู้นำเข้า มาตรฐาน และคำเตือนตามประเภทสินค้า
Trademark/IP plan ลดความเสี่ยงแบรนด์ถูกจดก่อนหรือเกิดปัญหาสิทธิในจีน ตรวจชื่อแบรนด์ โลโก้ คลาสสินค้า และแนวทางจดทะเบียนในจีนกับผู้เชี่ยวชาญ
Distributor proposal ผู้ซื้อจีนบางรายไม่ได้ซื้อขาด แต่ต้องการสิทธิ์ขายหรือพื้นที่จำหน่าย เงื่อนไขตัวแทน พื้นที่ขาย target ยอดขาย exclusivity และ marketing support

หมายเหตุ: เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

💡 จากเคสจริง: ผู้ประกอบการไทยหลายรายมีสินค้าดี แต่พอเจอ buyer จีนกลับตอบเรื่องราคา FOB, lead time, certificate, Chinese label และ trademark ไม่ได้ ทำให้ buyer ไม่กล้าเดินต่อ แม้สินค้าจะน่าสนใจก็ตาม

4. วีซ่าและเอกสารเดินทางต่างกันไหม?

ถ้าไปจีนเพื่อเข้าร่วมงานแฟร์ เจรจาธุรกิจ ซื้อขายสินค้า พบคู่ค้า หรือออกบูธ วัตถุประสงค์มักเกี่ยวกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ซึ่งในระบบของ Chinese Visa Application Service Center มีหมวดวีซ่า M: Commercial trade และหน้าเงื่อนไขของศูนย์ระบุว่า visa category M ใช้กับ trade และ commercial activities อย่างไรก็ตาม ประเภทวีซ่าและเอกสารจริงต้องตรวจจากศูนย์วีซ่าจีน/สถานทูตจีนตามเคสล่าสุดก่อนยื่นเสมอ

ความต่างคือ คนไปซื้อสินค้าอาจใช้เอกสารงานแฟร์ บัตร buyer badge หรือ invitation จากงานแฟร์/คู่ค้าจีนเพื่ออธิบายวัตถุประสงค์ ส่วนคนไปขายสินค้า โดยเฉพาะผู้ที่ออกบูธ อาจต้องมีเอกสารจากผู้จัดงาน หลักฐาน booth confirmation หนังสือเชิญ สัญญาเข้าร่วมงาน หรือเอกสารบริษัทไทยเพิ่มเติมตามรูปแบบการยื่น

หัวข้อ ไปซื้อสินค้า ไปขายสินค้า/ออกบูธ ข้อควรระวัง
วัตถุประสงค์ เข้าชมงาน พบโรงงาน เจรจาซื้อสินค้า เยี่ยม supplier ออกบูธ พบ buyer เจรจาขายสินค้า หาตัวแทนจำหน่าย วัตถุประสงค์ในแบบฟอร์มควรตรงกับเอกสารประกอบ
เอกสารเชิญ อาจใช้ invitation จากงานแฟร์หรือคู่ค้าจีนตามเงื่อนไขที่ศูนย์กำหนด อาจใช้ invitation/booth confirmation จากผู้จัดงานหรือพาร์ตเนอร์จีน ชื่อหน่วยงานเชิญต้องตรงกับเอกสารและแบบฟอร์ม
เอกสารบริษัทไทย ใช้ยืนยันว่าเดินทางเพื่อธุรกิจ/จัดซื้อจริง ยิ่งสำคัญ เพราะต้องแสดงตัวตนผู้ขายและสินค้าไทย อาจต้องแปลเอกสารหรือเตรียม company profile เพิ่ม
แผนเดินทาง เน้นวันเข้าชมงาน นัดโรงงาน และเมืองที่เดินทาง เน้นวันจัดบูธ วันงาน นัด buyer และ logistics ของ sample ควรสอดคล้องกับตั๋ว โรงแรม และ invitation
เอกสารสินค้า ใช้ตอนเจรจาและตรวจ supplier เป็นหลัก ใช้ตอนแสดงสินค้า เสนอ buyer และผ่านด่าน/ขนส่ง sample ตัวอย่างสินค้าบางประเภทอาจมีข้อกำกับด้านศุลกากร/มาตรฐาน

หมายเหตุ: เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

📌 ข้อมูลล่าสุดที่ควรรู้: เว็บไซต์ศูนย์วีซ่าจีนประจำกรุงเทพฯระบุว่า ตั้งแต่ 26 สิงหาคม 2024 เป็นต้นไป ผู้ยื่นขอวีซ่าจีนต้องกรอกแบบฟอร์มออนไลน์และอัปโหลดเอกสารตามประเภทการยื่นผ่านเว็บไซต์ศูนย์วีซ่า และสำหรับ M/F/X/Z ในช่องชื่อผู้เชิญต้องกรอกให้ครบถ้วน ถูกต้อง และตรงกับหนังสือเชิญ

5. งานแฟร์ บัตรเข้างาน และการนัดหมายคู่ค้า

ถ้าไปในฐานะผู้ซื้อ ควรลงทะเบียน buyer ล่วงหน้าผ่านช่องทางทางการของงาน เช่น Canton Fair ระบุว่ามีระบบ buyer service และ pre-registration สำหรับ overseas buyers รวมถึงช่องทางค้นหาผู้แสดงสินค้าและสินค้าในเว็บไซต์/แอปทางการ การลงทะเบียนล่วงหน้าช่วยให้จัดตารางเดินงานได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงเสียเวลาหน้างาน

ถ้าไปในฐานะผู้ขายหรือ exhibitor ต้องเตรียมมากกว่าเดินเข้างาน เพราะต้องมี booth application, booth design, sample logistics, staff briefing, catalog, lead collection system และ follow-up process หลังงาน โดย Canton Fair International Pavilion ระบุว่าบริษัทสามารถยื่น booth application ผ่าน designated staff หรือ authorized exhibitor recruitment partners ตามช่องทางที่ผู้จัดงานกำหนด

เรื่องที่ต้องจัดการ ไปซื้อสินค้า ไปขายสินค้า/ออกบูธ คำแนะนำจากประสบการณ์
Registration Buyer pre-registration / buyer badge Exhibitor application / booth confirmation ใช้ช่องทางทางการของงาน ไม่ซื้อบัตรหรือรายชื่อจากแหล่งไม่น่าเชื่อถือ
ก่อนเดินงาน ทำ list บูธ supplier ที่ต้องไปพบ แบ่งตามหมวดสินค้า ทำ target buyer list และนัดหมายล่วงหน้า งานใหญ่เดินสุ่มทั้งวันจะเหนื่อยและได้ lead คุณภาพต่ำ
เอกสารหน้างาน spec sheet, target price, checklist supplier, นามบัตร catalog, price list, certificate, sample, QR lead form ควรมีไฟล์ digital และเอกสารพิมพ์บางส่วน
การเก็บข้อมูล ถ่ายรูปบูธ สินค้า นามบัตร business license และราคา เก็บ buyer profile, demand, target quantity, market channel และ follow-up date หลังงานต้องมีระบบแยก A/B/C lead ไม่ใช่กองนามบัตรรวมกัน
หลังงาน คัด supplier, ขอ PI, ขอ sample, ตรวจโรงงาน, วาง QC ส่ง quotation, sample, certificate, เจรจา distributor/importer follow-up ภายใน 48-72 ชั่วโมงหลังเจอกันจะมีโอกาสต่อยอดสูงกว่า

หมายเหตุ: เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

6. ศุลกากร นำเข้าไทย และส่งออกไปจีน

ถ้าไปซื้อสินค้า สิ่งที่ต้องคิดคือ “นำเข้าไทยอย่างไรให้ถูกต้อง” กรมศุลกากรไทยมีระบบ e-Import, e-Export, e-Payment และการลงทะเบียนผู้นำเข้า/ส่งออกผ่าน Customs Trader Portal หรือระบบที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการควรตรวจ HS Code, อากรขาเข้า, VAT, ใบอนุญาตเฉพาะ และมาตรฐานสินค้าไทยก่อนสั่งจริง ไม่ใช่รอสินค้ามาถึงท่าเรือแล้วค่อยรู้ว่าติดใบอนุญาต

ถ้าไปขายสินค้าไทยในจีน สิ่งที่ต้องคิดคือ “สินค้าเข้าจีนได้จริงหรือไม่” โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สุขภาพ เด็ก สัตว์เลี้ยง เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าที่มีข้อกำกับด้านมาตรฐาน/ฉลาก/การตรวจสอบ ผู้ขายไทยควรปรึกษา freight forwarder, customs broker, importer จีน และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสินค้าให้ชัดก่อนเสนอราคา

หัวข้อศุลกากร/ข้อกำกับ ไปซื้อสินค้าเข้าประเทศไทย ไปขายสินค้าเข้าประเทศจีน ตรวจจากไหนก่อนตัดสินใจ
HS Code ใช้คำนวณภาษีนำเข้าและข้อกำกับไทย ใช้คำนวณภาษีนำเข้าจีนและข้อกำกับจีน กรมศุลกากร/ตัวแทนออกของ/ผู้เชี่ยวชาญพิกัดศุลกากร
ใบอนุญาตสินค้า บางสินค้าต้องมี อย. มอก. กสทช. หรือใบอนุญาตหน่วยงานเฉพาะ บางสินค้าต้องขึ้นทะเบียน/ตรวจฉลาก/ผ่านมาตรฐานจีน หน่วยงานกำกับสินค้าในไทยและจีนตามประเภทสินค้า
ฉลาก สินค้าขายในไทยอาจต้องมีฉลากไทยตามกฎหมายสินค้า สินค้าขายในจีนมักต้องมีฉลากจีนและข้อมูลผู้นำเข้า ผู้เชี่ยวชาญ compliance / importer / distributor
Incoterms ควรรู้ว่า EXW, FOB, CIF, DDP ส่งผลต่อต้นทุนอย่างไร ต้องเสนอราคาที่ buyer จีนเข้าใจและคำนวณ landed cost ได้ freight forwarder, customs broker, contract advisor
ตัวอย่างสินค้า นำ sample กลับไทยอาจมีข้อกำกับตามประเภทสินค้า ส่ง sample ไปจีนอาจต้องดูศุลกากรและข้อกำกับนำเข้า บริษัทขนส่ง/ศุลกากร/ผู้จัดงาน/ผู้นำเข้า
เอกสารการค้า PI, packing list, invoice, B/L หรือ AWB, certificate ตามสินค้า commercial invoice, packing list, certificate, export docs และเอกสารจีนตามสินค้า DITP, กรมศุลกากร, freight forwarder, importer จีน

หมายเหตุ: เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

⚠️ อย่าคิดแค่ราคาหน้างาน: สำหรับคนซื้อ ราคาที่โรงงานเสนออาจยังไม่รวมค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า VAT ค่าตรวจมาตรฐาน ค่าเคลียร์ของ และความเสี่ยง QC ส่วนคนขาย ถ้าตั้งราคาโดยไม่คิดภาษีจีน ค่าขนส่ง ตัวแทนจำหน่าย และ marketing support อาจทำให้ดีลดูดีแต่กำไรจริงไม่พอ

7. การเจรจา: ฝ่ายซื้อกับฝ่ายขายต้องถามคนละชุด

คนไปซื้อสินค้าควรถามเพื่อ “พิสูจน์ความสามารถผลิตและลดความเสี่ยง” ส่วนคนไปขายสินค้าควรถามเพื่อ “เข้าใจตลาดและคัด buyer ที่มีศักยภาพจริง” หากใช้คำถามผิดชุด จะได้ข้อมูลไม่พอสำหรับตัดสินใจต่อหลังงานแฟร์

เป้าหมายคำถาม คำถามสำหรับคนไปซื้อสินค้า คำถามสำหรับคนไปขายสินค้า
คุณสมบัติสินค้า วัสดุ รุ่นนี้ต่างจากรุ่นอื่นอย่างไร มี test report ของรุ่นนี้ไหม? ลูกค้าจีนชอบขนาด/รสชาติ/บรรจุภัณฑ์แบบไหน? ต้องปรับอะไรให้เข้าตลาดจีน?
ราคา ราคา EXW/FOB/CIF เท่าไหร่ MOQ เท่าไหร่ ราคาลดตามปริมาณอย่างไร? buyer คาดหวัง margin เท่าไหร่ ช่องทางขายมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
คุณภาพ QC process คืออะไร ยอมให้ third-party inspection ไหม? ตลาดจีนต้องการ certificate หรือ claim แบบไหนจึงจะซื้อได้?
กำลังผลิต capacity ต่อเดือนเท่าไหร่ lead time กี่วัน peak season คือช่วงไหน? ถ้ามีออร์เดอร์จีน คุณต้องการ volume ขั้นต่ำเท่าไหร่ และวาง forecast อย่างไร?
คู่ค้า บริษัทเป็นโรงงานเองหรือ trader ส่งออกไทย/อาเซียนมาก่อนไหม? คุณเป็น importer, distributor, retailer, online seller หรือ agent?
หลังงาน ขอ PI, sample, business license และ factory video/audit ได้ไหม? ขอ meeting follow-up, buyer requirements, document list และ decision timeline ได้ไหม?

หมายเหตุ: เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

8. ความเสี่ยงที่ต้องระวังคนละแบบ

ไปซื้อสินค้าเสี่ยงหลักคือเสียเงินกับคู่ค้าที่ไม่พร้อมหรือไม่จริง ไปขายสินค้าเสี่ยงหลักคือเสียโอกาสเพราะสินค้าและเอกสารไม่พร้อมเข้าตลาดจีน หรือให้สิทธิ์ตัวแทนผิดคนจนขยายตลาดไม่ได้ ดังนั้นความเสี่ยงคนละด้านต้องมี checklist คนละชุด

ความเสี่ยงฝั่งซื้อ

โรงงานไม่จริง บัญชีโอนเงินไม่ตรง สินค้าไม่ผ่านมาตรฐานไทย คุณภาพล็อตจริงต่ำกว่า sample และไม่มีเงื่อนไข QC

ความเสี่ยงฝั่งขาย

สินค้าไม่ผ่านกฎจีน ฉลากไม่พร้อม trademark มีปัญหา buyer ต่อรองเครดิตยาว หรือ distributor ขอ exclusive โดยไม่มีแผนขายจริง

ความเสี่ยงร่วม

สัญญาไม่ชัด payment terms ไม่ชัด คุยผ่านแชตอย่างเดียว และไม่มีเอกสารยืนยันจากบริษัทจริง

วิธีลดความเสี่ยง

ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ตรวจคู่ค้า ตรวจเอกสาร ใช้ payment milestone และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนดีลใหญ่

  • ✅ ฝั่งซื้อ: อย่าโอนเงินให้บัญชีบุคคลหรือบัญชีคนละบริษัทโดยไม่ตรวจสอบ
  • ✅ ฝั่งซื้อ: อย่าตัดสินใจจากราคาถูกที่สุดโดยไม่ดู QC, lead time และข้อกำกับนำเข้าไทย
  • ✅ ฝั่งขาย: อย่าให้ exclusive distributor ง่ายเกินไปโดยไม่มียอดขั้นต่ำและเงื่อนไขยกเลิก
  • ✅ ฝั่งขาย: อย่าส่ง sample หรือข้อมูลสูตร/แม่พิมพ์/แบรนด์โดยไม่คิดเรื่อง IP และ NDA
  • ✅ ทั้งสองฝั่ง: อย่าจบดีลใหญ่จากการคุยใน WeChat/WhatsApp โดยไม่มีสัญญา PO หรือเอกสารบริษัท
  • ✅ ทั้งสองฝั่ง: ถ้าสินค้าเกี่ยวกับอาหาร เครื่องสำอาง เด็ก ไฟฟ้า สุขภาพ หรือสัตว์เลี้ยง ต้องตรวจมาตรฐานก่อนตกลง
❌ จุดที่ทำให้เสียเงินบ่อย: ฝั่งซื้อรีบโอนมัดจำเพราะกลัวพลาดราคางานแฟร์ ส่วนฝ่ายขายรีบรับปาก buyer เพราะกลัวเสียโอกาส ทั้งสองแบบเสี่ยงเหมือนกัน หากยังไม่ตรวจเอกสาร สัญญา ข้อกำกับสินค้า และความสามารถของคู่ค้าให้ครบ

9. Timeline เตรียมตัวก่อนเดินทาง

การไปงานแฟร์จีนให้คุ้มควรเริ่มเตรียมก่อนเดินทาง ไม่ใช่ไปถึงหน้างานแล้วค่อยคิด เพราะงานใหญ่มีบูธจำนวนมาก เมืองจัดงานอาจโรงแรมเต็มเร็ว เอกสารวีซ่าอาจต้องใช้เวลา และการนัดโรงงาน/ผู้ซื้อที่ดีต้องทำนัดล่วงหน้า

ช่วงเวลา ถ้าไปซื้อสินค้า ถ้าไปขายสินค้า เอกสารเดินทางที่ควรดู
60-90 วันก่อนเดินทาง กำหนดหมวดสินค้า สเปก งบประมาณ และ supplier target เลือกงานที่เหมาะกับสินค้า วาง booth/market strategy และ buyer target พาสปอร์ต วันหมดอายุ แผนเมือง งานแฟร์ และเอกสารบริษัท
45-60 วันก่อนเดินทาง ลงทะเบียน buyer ค้นรายชื่อ exhibitor และทำนัดโรงงาน สมัครออกบูธหรือร่วมกิจกรรม matching เตรียม catalog และ sample plan ตรวจประเภท วีซ่าจีน และเอกสารเชิญ
30-45 วันก่อนเดินทาง เตรียม checklist ถาม supplier และ import cost worksheet เตรียม price list, certificate, company profile และ follow-up form จอง ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และประกันเดินทาง
14-30 วันก่อนเดินทาง คัดบูธที่ต้องพบ นัด supplier และเตรียมคำถามเรื่อง QC/payment นัด buyer/distributor เตรียม sample display และแปลเอกสารสำคัญ ตรวจแบบฟอร์มวีซ่า เอกสารเชิญ และไฟล์สำรองในมือถือ/cloud
ระหว่างงาน เก็บรูปบูธ นามบัตร business license ราคา สเปก และเงื่อนไข เก็บ lead buyer ความต้องการ ปริมาณ ราคาเป้าหมาย และ timeline การตัดสินใจ พกพาสปอร์ต สำเนาวีซ่า นามบัตร และเอกสารงานแฟร์
หลังงาน 3-7 วัน ตรวจ supplier ขอ sample/PI และทำ due diligence ก่อนโอนเงิน ส่ง quotation, certificate, sample follow-up และนัดประชุมต่อ จัดไฟล์เอกสาร ค่าใช้จ่าย และสรุปรายงานการเดินทาง

หมายเหตุ: เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

จะไปงานจีนเพื่อซื้อหรือขายสินค้า อย่าเริ่มจากตั๋วอย่างเดียว
ให้ทีม Co Journey Visa ช่วยเตรียมวีซ่าจีน แผนเดินทาง เอกสารเชิญ ตั๋วเครื่องบิน และเอกสารแปลให้พร้อมก่อนเดินทาง

💬 เตรียมเอกสารเดินทางไปจีน

10. แหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบ

ข้อมูลวีซ่า งานแฟร์ ศุลกากร การนำเข้า-ส่งออก และข้อกำกับสินค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจจากแหล่งทางการทุกครั้งก่อนเดินทาง ยื่นวีซ่า จองงานแฟร์ หรือทำสัญญาซื้อขาย โดยเฉพาะสินค้าที่มีมาตรฐานเฉพาะหรือดีลมูลค่าสูง

📌 แหล่งข้อมูลทางการและแหล่งอ้างอิงที่ควรตรวจ:

11. ตัวอย่างเคส: ไปซื้อ vs ไปขาย เตรียมผิดแล้วเกิดอะไรขึ้น

เคสที่ 1: ไปซื้อสินค้าแต่ไม่รู้ข้อกำกับนำเข้าไทย

ผู้ประกอบการเจอสินค้าไฟฟ้าราคาดีในงานแฟร์ แต่ไม่ได้ตรวจว่าต้องมีมาตรฐานหรือเอกสารเฉพาะก่อนขายในไทย สุดท้ายสินค้าติดขั้นตอนนำเข้าและต้นทุนเพิ่ม วิธีป้องกันคือเช็ก HS Code, ภาษี, มาตรฐาน และใบอนุญาตก่อนสั่งล็อตใหญ่

เคสที่ 2: ไปซื้อสินค้าแล้วรีบโอนมัดจำหลังงาน

เซลส์ส่ง PI หลังงานและเร่งให้โอนเพื่อรักษาราคาพิเศษ แต่บัญชีรับเงินไม่ตรงกับชื่อบริษัทบนบูธ วิธีป้องกันคือหยุดโอน ตรวจ business license, GSXT, ชื่อบัญชี, สัญญา และ factory audit ก่อนจ่ายเงินจริง

เคสที่ 3: ไปขายสินค้าไทยแต่ไม่มีเอกสารจีน

ผู้ซื้อจีนสนใจสินค้า แต่ฝ่ายขายไม่มี catalog ภาษาจีน price list, certificate, shelf life, packing detail หรือข้อมูลการนำเข้าจีน ทำให้ buyer ไม่สามารถเสนอฝ่ายจัดซื้อได้ วิธีป้องกันคือเตรียม buyer package ก่อนเดินทาง

เคสที่ 4: ให้สิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายเร็วเกินไป

ผู้ประกอบการไทยเจอ buyer ที่ดูน่าเชื่อถือและขอ exclusive ในจีนทันที แต่ไม่มีแผนยอดขายหรือช่องทางจำหน่ายจริง วิธีป้องกันคือกำหนด territory, sales target, trial period, marketing plan และเงื่อนไขยกเลิกในสัญญา

⭐ ทำไมควรเลือก Co Journey Visa สำหรับการเดินทางไปงานแฟร์จีน?

  • ช่วยเตรียมเอกสารเดินทางจีน — เช่น วีซ่าจีน แผนเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน และเอกสารประกอบสำหรับทริปงานแฟร์หรือเยี่ยมคู่ค้า
  • ช่วยดูวัตถุประสงค์การเดินทางให้สอดคล้อง — เช่น ไปซื้อสินค้า ไปขายสินค้า ออกบูธ พบคู่ค้า เยี่ยมโรงงาน หรือเจรจาธุรกิจ
  • ช่วยงานเอกสารภาษา — เช่น แปลเอกสาร รับรองเอกสาร หรือจัดรูปแบบเอกสารให้เหมาะกับการใช้งานจริง
  • ช่วยวางแผนการเดินทางให้เหมาะกับงานแฟร์ — เช่น เมืองที่เดินทาง โรงแรมใกล้งาน ตารางนัดหมาย และเอกสารที่ควรพกติดตัว
  • สื่อสารตรง ไม่โอเวอร์เคลม — ทีมช่วยเรื่องเอกสารเดินทางและการเตรียมตัว แต่การตรวจสอบคู่ค้า กฎหมายสินค้า ภาษี นำเข้า-ส่งออก ควรทำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากร กฎหมาย หรือ compliance ตามประเภทสินค้า

❓ คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)

ไปซื้อสินค้าคือการไปหาโรงงาน ซัพพลายเออร์ ราคา MOQ ตัวอย่างสินค้า เงื่อนไขผลิต QC และแผนนำเข้าไทย ส่วนไปขายสินค้าคือการไปหาผู้ซื้อ ตัวแทนจำหน่าย ช่องทางขายจีน ตรวจความพร้อมด้านฉลาก มาตรฐานสินค้า เครื่องหมายการค้า เอกสารส่งออกไทย และกฎนำเข้าจีน เป้าหมาย เอกสาร และความเสี่ยงจึงต่างกันมาก
ควรเตรียมรายการสินค้าที่ต้องการซื้อ สเปก ราคาเป้าหมาย MOQ ปริมาณทดลองนำเข้า แผนตรวจโรงงาน วิธีเช็กบริษัทจีน เงื่อนไขชำระเงิน ข้อมูลภาษีนำเข้า HS Code มาตรฐานสินค้าที่ไทยกำกับ และเอกสารเดินทาง เช่น วีซ่าจีน ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และแผนเดินทาง
ควรเตรียมข้อมูลตลาดจีน กลุ่มผู้ซื้อเป้าหมาย แคตตาล็อกภาษาจีน/อังกฤษ ราคา export price ตัวอย่างสินค้า เอกสารบริษัทไทย ใบรับรองสินค้า ฉลากที่เหมาะกับจีน ข้อมูล trademark/IP ช่องทางรับเงิน เงื่อนไขส่งออก และแผนเจรจากับ distributor หรือ importer จีน
หากวัตถุประสงค์เป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เช่น งานแฟร์ เจรจาธุรกิจ ซื้อขายสินค้า หรือพบคู่ค้า โดยทั่วไปอาจเกี่ยวข้องกับวีซ่าประเภท M หรือ Commercial Trade ตามหมวดวีซ่าของศูนย์วีซ่าจีน แต่ประเภทวีซ่าและเอกสารต้องตรวจจาก Chinese Visa Application Service Center และสถานทูตจีนตามเคสจริงก่อนยื่น
ต้องระวังการโอนเงินให้บริษัทที่ยังตรวจไม่ครบ บัญชีรับเงินไม่ตรงกับบริษัทในสัญญา สินค้าตัวอย่างดีแต่ผลิตจริงลดสเปก ไม่มีเงื่อนไข QC ไม่มี pre-shipment inspection และไม่ตรวจว่าผลิตภัณฑ์นำเข้าไทยได้จริงหรือมีใบอนุญาต/มาตรฐานเฉพาะหรือไม่
ต้องระวังการขายโดยยังไม่ตรวจข้อกำกับนำเข้าจีน ฉลากภาษาจีน มาตรฐานสินค้า เครื่องหมายการค้าในจีน ผู้ซื้อหรือตัวแทนจำหน่ายที่ไม่มีความสามารถจริง และเงื่อนไขรับเงิน/เครดิตที่ไม่ชัด โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอาหาร เครื่องสำอาง สุขภาพ เด็ก สัตว์เลี้ยง และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

📌 สรุป: ไปงานจีนเพื่อซื้อสินค้า กับไปขายสินค้า ต้องเตรียมต่างกันอย่างไร

  • ไปซื้อสินค้าเน้นหาโรงงาน ราคา สเปก MOQ QC เงื่อนไขชำระเงิน และแผนนำเข้าไทย
  • ไปขายสินค้าเน้นหาผู้ซื้อจีน ตัวแทนจำหน่าย เอกสารสินค้า ราคา export certificate ฉลากจีน และ trademark
  • ฝ่ายซื้อควรตรวจ supplier ก่อนโอนเงิน เช่น business license, company registry, factory audit, bank account และ inspection
  • ฝ่ายขายควรเตรียม buyer package เช่น company profile, catalog, price list, sample, certificate และข้อเสนอ distributor
  • ทั้งสองแบบควรตรวจวีซ่าจีนให้ตรงวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะงานแฟร์/กิจกรรมพาณิชย์ที่อาจเกี่ยวข้องกับ M visa
  • ถ้าซื้อสินค้าเข้าไทย ต้องตรวจ HS Code ภาษีนำเข้า VAT ใบอนุญาต และมาตรฐานไทยก่อนสั่งล็อตใหญ่
  • ถ้าขายสินค้าเข้าจีน ต้องตรวจข้อกำกับจีน ฉลากจีน การขึ้นทะเบียนสินค้า และผู้ซื้อ/importer ที่รับผิดชอบนำเข้า
  • งานแฟร์เป็นจุดเริ่มต้นของดีล ไม่ใช่หลักประกันว่าคู่ค้าเชื่อถือได้หรือสินค้าขายได้จริง
  • หลังงานต้อง follow-up อย่างเป็นระบบ ทั้งฝ่ายซื้อและฝ่ายขาย ไม่ควรปล่อย lead หรือ supplier ที่ดีหายไป

ไปงานจีนให้คุ้ม ต้องรู้ก่อนว่าไป “ซื้อ” หรือไป “ขาย” เพราะเอกสารและแผนธุรกิจไม่เหมือนกัน

ทีม Co Journey Visa ช่วยเตรียมวีซ่าจีน ตั๋วเครื่องบิน แผนเดินทาง แปลเอกสาร และเอกสารประกอบสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องเดินทางไปงานแฟร์จีน ซื้อสินค้า ขายสินค้า ออกบูธ หรือเยี่ยมคู่ค้า โดยไม่การันตีผลวีซ่าและไม่แทนการตรวจสอบคู่ค้า/กฎหมายสินค้าโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

📱 ปรึกษาฟรีทาง LINE: @cojourneyvisa
หรือโทร 080-841-2543 / 061-031-2188  |  cojourneyvisa@gmail.com