วีซ่านักลงทุนอเมริกา EB-5 หรือ E-2 ต่างกันอย่างไร และต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเท่าไหร่ตามกฎหมายล่าสุด

วีซ่านักลงทุนอเมริกา EB-5 หรือ E-2 ต่างกันอย่างไร และต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเท่าไหร่ตามกฎหมายล่าสุด

🇺🇸 วีซ่านักลงทุนอเมริกา

วีซ่านักลงทุนอเมริกา EB-5 หรือ E-2 ต่างกันอย่างไร และต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเท่าไหร่ตามกฎหมายล่าสุด

เปรียบเทียบ EB-5 กับ E-2 แบบตรงประเด็นสำหรับคนไทยที่กำลังวางแผนลงทุน ทำธุรกิจ หรือย้ายไปบริหารกิจการในสหรัฐอเมริกา
📅 อัปเดตล่าสุด: 25 พฤษภาคม 2026 ✍️ โดย ทีมผู้เชี่ยวชาญวีซ่า Co Journey Visa ⏱ อ่าน 9 นาที

เคสที่เจอบ่อยคือเจ้าของธุรกิจหรือครอบครัวที่มีแผนไปอเมริกาเริ่มต้นจากคำถามเดียวกันว่า “ลงทุนเท่าไหร่ถึงได้วีซ่านักลงทุน?” แต่พอเริ่มอ่านข้อมูลจริงกลับพบว่า EB-5 กับ E-2 ไม่ได้เป็นวีซ่าแบบเดียวกันเลย แม้ทั้งคู่จะเกี่ยวกับการลงทุนในสหรัฐฯ ก็ตาม

จุดที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่แรกคือ EB-5 เป็นเส้นทางลงทุนที่อาจนำไปสู่ Green Card ส่วน E-2 เป็นวีซ่าชั่วคราวสำหรับนักลงทุนจากประเทศที่มีสนธิสัญญากับสหรัฐฯ เพื่อเข้าไปพัฒนาและบริหารกิจการจริง หากกำลังมองหา บริการรับยื่นวีซ่าอเมริกา ควรเริ่มจากการประเมินเป้าหมายก่อนว่าอยาก “ย้ายถาวร” หรือ “เข้าไปทำธุรกิจและบริหารกิจการ”

บทความนี้สรุปตัวเลขขั้นต่ำตามข้อมูลทางการล่าสุด จุดต่างที่คนมักเข้าใจผิด และ checklist ที่ควรเช็กก่อนเลือกทางใดทางหนึ่ง โดยเน้นให้เห็นภาพจริง ไม่ใช่แค่ดูจำนวนเงินลงทุนอย่างเดียว

สรุปสั้น ๆ: EB-5 ต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำตามกฎหมาย โดยปัจจุบันโดยทั่วไปคือ 1,050,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากลงทุนใน Targeted Employment Area หรือ infrastructure project ที่เข้าเงื่อนไข ส่วน E-2 ไม่มีตัวเลขขั้นต่ำตายตัว แต่ต้องเป็นเงินลงทุนที่ “substantial” เพียงพอต่อธุรกิจจริง ผู้สมัครคนไทยโดยหลักอยู่ในกลุ่มประเทศ treaty country สำหรับ E-2 แต่ยังต้องพิสูจน์เงื่อนไขธุรกิจและเอกสารอย่างละเอียด

💬 ยังไม่แน่ใจว่าเคสควรไปทาง EB-5 หรือ E-2? ให้ทีมช่วยดูเป้าหมาย เงินลงทุน โครงสร้างธุรกิจ และเอกสารเบื้องต้นก่อนเริ่มวางแผนจริง — ฟรี ไม่มีข้อผูกมัด

📱 ปรึกษาทาง LINE ฟรี

1. EB-5 กับ E-2 ต่างกันที่เป้าหมาย ไม่ใช่แค่จำนวนเงิน

หลายคนเริ่มเปรียบเทียบจากเงินลงทุนก่อน ซึ่งไม่ผิด แต่ยังไม่พอ เพราะ EB-5 และ E-2 มี “ผลลัพธ์ทางสถานะ” คนละแบบ EB-5 อยู่ในกลุ่ม immigrant investor ส่วน E-2 อยู่ในกลุ่ม treaty investor แบบ nonimmigrant

EB-5

เหมาะกับผู้ลงทุนที่มองเป้าหมายระยะยาวเรื่องถิ่นที่อยู่ถาวรในสหรัฐฯ โดยต้องพิสูจน์เงินลงทุน lawful source of funds และการสร้างงานตามเงื่อนไข

E-2

เหมาะกับผู้ต้องการเข้าไปลงทุนและบริหารกิจการจริงในสหรัฐฯ ภายใต้สถานะชั่วคราว โดยต้องเป็นคนสัญชาติ treaty country และธุรกิจต้อง real and operating

⚠️ จุดที่มักเข้าใจผิด: E-2 ไม่ใช่ EB-5 เวอร์ชันเงินลงทุนน้อยกว่า และไม่ได้ให้ Green Card โดยตรง การเลือก E-2 เพราะเห็นว่า “ใช้เงินน้อยกว่า” โดยไม่ดูเป้าหมายระยะยาว อาจทำให้แผนย้ายประเทศหรือแผนธุรกิจไม่ตรงกับประเภทวีซ่า

2. เงินลงทุนขั้นต่ำล่าสุดของ EB-5 และ E-2 ต้องใช้เท่าไหร่?

ตามข้อมูล USCIS สำหรับคำร้อง EB-5 ที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2022 เป็นต้นไป เงินลงทุนขั้นต่ำคือ 1,050,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นการลงทุนใน Targeted Employment Area หรือ infrastructure project ที่เข้าเงื่อนไข โดยตัวเลขนี้อาจมีการปรับตามรอบที่กฎหมายกำหนด จึงควรตรวจสอบข้อมูลจาก USCIS ก่อนยื่นจริงทุกครั้ง

ส่วน E-2 ไม่มีตัวเลขขั้นต่ำแบบตายตัวในกฎหมาย คำสำคัญคือ “substantial amount of capital” หมายถึงเงินลงทุนต้องมากพอให้ธุรกิจเริ่ม ดำเนิน และมีน้ำหนักทางเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงเงินฝากในบัญชีหรือเงินที่ยังไม่ได้ผูกพันกับกิจการ

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

ประเภทวีซ่า เงินลงทุนตามข้อมูลทางการ ความหมายเชิงปฏิบัติ จุดที่ต้องระวัง
EB-5 1,050,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ TEA / infrastructure project ที่เข้าเงื่อนไข มีตัวเลขขั้นต่ำตามกฎหมาย และต้องเชื่อมกับการลงทุนที่เข้าเงื่อนไข EB-5 ต้องพิสูจน์ lawful source of funds, at-risk investment และการสร้างงานตามเกณฑ์
E-2 ไม่มีตัวเลขขั้นต่ำตายตัว ต้องเป็นเงินลงทุนที่ substantial เมื่อเทียบกับต้นทุนธุรกิจและแผนดำเนินงาน ธุรกิจเล็กมากหรือเงินยังไม่ถูกใช้จริงอาจถูกมองว่ายังไม่พอ
📌 หมายเหตุทางการ: ตัวเลข EB-5 ควรยึดข้อมูลจาก USCIS เป็นหลัก ส่วน E-2 ควรดูแนวทางจาก U.S. Department of State, U.S. Embassy/Consulate และ 9 FAM เนื่องจากการพิจารณาขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละธุรกิจและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

3. EB-5 เหมาะกับคนที่ต้องการ Green Card จริงไหม?

ถ้าเป้าหมายของครอบครัวคือวางแผนถิ่นที่อยู่ระยะยาวในสหรัฐฯ EB-5 มักเป็นตัวเลือกที่ตรงกว่า E-2 เพราะเป็นประเภท immigrant investor แต่คำว่า “ลงทุนแล้วได้ Green Card” ไม่ควรเข้าใจแบบง่ายเกินไป

การยื่น EB-5 ต้องดูหลายชั้น เช่น โครงการลงทุนเข้าเงื่อนไขหรือไม่ เงินลงทุนมาจากแหล่งที่ถูกต้องหรือไม่ เส้นทางเงินชัดหรือไม่ และการลงทุนสร้างงานตามเกณฑ์หรือไม่ โดยเฉพาะเคสที่เงินมาจากหลายแหล่ง เช่น ขายที่ดิน ปันผลบริษัท เงินครอบครัว หรือกำไรสะสมจากธุรกิจ

💡 จากประสบการณ์ทำเคสที่เกี่ยวกับเอกสารการเงิน: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีเงินพออย่างเดียว แต่อยู่ที่อธิบาย “ที่มาและเส้นทางของเงิน” ได้ละเอียดแค่ไหน เอกสารธนาคาร Statement สัญญาซื้อขาย เอกสารภาษี หนังสือรับรองบริษัท และหลักฐานโอนเงินควรเล่าเรื่องเดียวกัน

4. E-2 เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน โดยเฉพาะคนไทย?

คนไทยมีชื่ออยู่ในรายชื่อ treaty country สำหรับ E-1 และ E-2 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จึงมีโอกาสใช้เส้นทาง E-2 ได้โดยหลัก แต่ยังต้องผ่านเงื่อนไขอื่นทั้งหมด เช่น ผู้สมัครต้องเป็นผู้พัฒนาและกำกับดูแลกิจการ หรือมีบทบาทสำคัญในกิจการนั้น

E-2 มักเหมาะกับผู้ที่มีแผนธุรกิจชัด ต้องการเข้าไปบริหารธุรกิจจริง เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ แฟรนไชส์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก หรือธุรกิจเฉพาะทางที่มีการลงทุนเป็นรูปธรรม แต่ต้องระวังว่าแผนธุรกิจต้องดูเป็นกิจการจริง ไม่ใช่แค่ตั้งบริษัทเพื่อขอวีซ่า

❌ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: บางเคสเตรียมเอกสารจดบริษัทกับบัญชีธนาคารแล้วคิดว่าพอ แต่ยังไม่มี lease, invoice, purchase order, payroll plan, business plan หรือหลักฐานว่าธุรกิจเริ่มเดินจริง เจ้าหน้าที่อาจมองว่าเงินลงทุนยังไม่ committed หรือธุรกิจยังไม่ real and operating

5. ตารางเปรียบเทียบ EB-5 vs E-2 แบบเห็นภาพ

ตารางนี้เหมาะสำหรับใช้เช็กเบื้องต้นก่อนตัดสินใจว่าเส้นทางใดเข้ากับเป้าหมายครอบครัวและงบลงทุนมากกว่า

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

ประเด็น EB-5 E-2 คำถามที่ควรถามตัวเอง
ประเภทสถานะ Immigrant investor Nonimmigrant treaty investor ต้องการ Green Card โดยตรงหรือเข้าไปบริหารธุรกิจชั่วคราว?
เงินลงทุน มีขั้นต่ำตามกฎหมาย 1,050,000 หรือ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐตามเงื่อนไข ไม่มีขั้นต่ำตายตัว แต่ต้อง substantial เงินลงทุนสัมพันธ์กับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้หรือไม่?
สัญชาติ ไม่จำกัดเฉพาะ treaty country แบบ E-2 ต้องเป็นสัญชาติประเทศที่มีสนธิสัญญา E-2 สัญชาติของผู้สมัครและสัญชาติของกิจการตรงเงื่อนไขหรือไม่?
ธุรกิจ ลงทุนใน new commercial enterprise และต้องมี job creation ตามเกณฑ์ ธุรกิจต้อง real and operating และไม่ marginal กิจการมีหลักฐานการดำเนินงานหรือแผนธุรกิจที่น่าเชื่อถือหรือไม่?
ครอบครัว คู่สมรสและบุตรที่เข้าเงื่อนไขอาจอยู่ในกระบวนการเดียวกัน คู่สมรสและบุตรที่เข้าเงื่อนไขอาจขอตามได้ แผนครอบครัว การเรียนลูก และระยะเวลาพำนักสอดคล้องกับวีซ่าหรือไม่?
ความเสี่ยงหลัก source of funds, project risk, job creation, compliance substantial investment, real business, treaty nationality, intent to depart จุดอ่อนของเคสอยู่ที่เงิน ธุรกิจ หรือเอกสารอธิบาย?

6. เอกสารและหลักฐานที่ควรเตรียม ไม่ใช่แค่เงินลงทุน

การเตรียมเอกสารสำหรับวีซ่านักลงทุนอเมริกาต้องดูทั้งฝั่ง “ตัวผู้สมัคร” และ “ตัวธุรกิจ” โดยเฉพาะเอกสารที่แสดงว่าเงินลงทุนถูกต้อง ใช้จริง และสัมพันธ์กับแผนธุรกิจ

ฝั่งผู้สมัคร
  • พาสปอร์ตและประวัติส่วนตัว
  • หลักฐานรายได้และภาษี
  • หลักฐานทรัพย์สินหรือธุรกิจเดิม
  • เส้นทางเงินลงทุนและแหล่งที่มาของเงิน
  • เอกสารครอบครัว หากมีผู้ติดตาม
ฝั่งธุรกิจในสหรัฐฯ
  • Business plan
  • เอกสารจดทะเบียนกิจการ
  • สัญญาเช่าหรือหลักฐานสถานที่
  • ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ สัญญาซื้อขาย
  • แผนจ้างงานและประมาณการทางการเงิน

เอกสารต่างประเทศหรือเอกสารภาษาไทยบางรายการอาจต้อง แปลเอกสาร ให้ถูกต้องก่อนใช้ประกอบการยื่น โดยเฉพาะเอกสารบริษัท สัญญา เอกสารภาษี และหลักฐานที่มาของเงิน

⚠️ ข้อควรระวัง: อย่าเตรียมเอกสารแบบ “มีอะไรใส่หมด” โดยไม่จัด narrative ของเคส เอกสารควรทำให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพเดียวกันว่าเงินมาจากไหน ลงทุนไปกับอะไร ธุรกิจทำอะไร และผู้สมัครมีบทบาทอย่างไร

7. ตัวอย่างเคสที่ควรคิดก่อนเลือก EB-5 หรือ E-2

เคส A: มีงบสูงและต้องการวางแผนอยู่ระยะยาวทั้งครอบครัว

ผู้สมัครมีธุรกิจในไทย มีทรัพย์สินและต้องการย้ายครอบครัวไปสหรัฐฯ ในระยะยาว เคสแบบนี้มักเริ่มดู EB-5 เพราะเป้าหมายใกล้กับ Green Card มากกว่า แต่ต้องเตรียม source of funds ละเอียดมาก โดยเฉพาะเงินที่มาจากหลายปี หลายบัญชี หรือหลายบริษัท

เคส B: ต้องการเปิดร้านหรือซื้อกิจการเพื่อเข้าไปบริหารเอง

ผู้สมัครต้องการซื้อธุรกิจขนาดเล็กหรือเปิดกิจการใหม่ในสหรัฐฯ และเข้าไปดูแลเองทุกวัน เคสนี้อาจเหมาะกับ E-2 มากกว่า หากเงินลงทุนเพียงพอต่อกิจการจริง มี business plan แข็ง และธุรกิจไม่ใช่กิจการที่เลี้ยงเฉพาะผู้สมัครกับครอบครัว

เคส C: มีเงินลงทุน แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำธุรกิจอะไร

นี่เป็นเคสที่ควรชะลอก่อน เพราะทั้ง EB-5 และ E-2 ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วเลือกได้ทันที ถ้าแผนธุรกิจยังไม่ชัด เอกสารอาจดูอ่อนมาก การเริ่มจากการประเมินเป้าหมายและความเสี่ยงจึงปลอดภัยกว่าการรีบโอนเงินหรือลงนามสัญญา

ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง ควรให้ทีมช่วยดูภาพรวมก่อน
โดยเฉพาะแหล่งที่มาของเงิน โครงสร้างธุรกิจ สัญชาติผู้ถือหุ้น และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการอธิบายเคส

💬 ประเมินเส้นทาง EB-5 / E-2 เบื้องต้น

8. Decision Flow ก่อนเลือก EB-5 หรือ E-2

เริ่มจากเป้าหมาย: ต้องการ Green Card หรือแค่ต้องการเข้าไปบริหารธุรกิจในสหรัฐฯ ภายใต้สถานะวีซ่าชั่วคราว?
เช็กงบลงทุน: ถ้าไปทาง EB-5 ต้องดูขั้นต่ำตามกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่นร่วมด้วย ถ้าไปทาง E-2 ต้องดูว่าเงินลงทุน substantial สำหรับธุรกิจนั้นหรือไม่
เช็กสัญชาติและโครงสร้างหุ้น: E-2 ต้องดู treaty nationality และสัดส่วนความเป็นเจ้าของของกิจการให้ตรงเกณฑ์
ตรวจเอกสารการเงิน: โดยเฉพาะ source of funds, tax record, business income, bank movement และเส้นทางโอนเงิน
ทำเอกสารอธิบายเคส: อาจต้องใช้ business plan, legal documents, financial projection และ Cover Letter หรือคำอธิบายประกอบที่ช่วยให้เรื่องราวชัดขึ้น

9. ข้อผิดพลาดที่ทำให้เคสวีซ่านักลงทุนอเมริกาอ่อนลง

เคสลงทุนมักไม่ได้อ่อนเพราะ “เงินไม่พอ” เพียงอย่างเดียว แต่เพราะเอกสารไม่สามารถตอบคำถามสำคัญของเจ้าหน้าที่ได้ครบ เช่น เงินมาจากไหน ธุรกิจทำอะไร ลงทุนจริงหรือยัง และผู้สมัครมีบทบาทสำคัญอย่างไร

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

ข้อผิดพลาด ผลกระทบต่อเคส วิธีลดความเสี่ยง
เลือกประเภทวีซ่าจากจำนวนเงินอย่างเดียว อาจเลือกเส้นทางไม่ตรงกับเป้าหมาย เช่น อยากได้ Green Card แต่ไปเตรียม E-2 เริ่มจากเป้าหมายครอบครัว ระยะเวลาพำนัก และแผนธุรกิจ
เงินลงทุนยังไม่ committed โดยเฉพาะ E-2 อาจถูกมองว่ายังไม่ได้ลงทุนจริง เตรียมหลักฐานสัญญา ใบเสร็จ ค่าเช่า ค่าอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
source of funds ไม่ชัด กระทบหนักใน EB-5 และกระทบความน่าเชื่อถือของเคสลงทุนโดยรวม จัดเอกสารเส้นทางเงินแบบเป็นลำดับ พร้อมเอกสารภาษีและหลักฐานทรัพย์สิน
Business plan กว้างเกินไป ธุรกิจดูเหมือนเป็นแผนบนกระดาษ ไม่เห็นการดำเนินงานจริง ใส่ market logic, operation plan, hiring plan, financial projection และบทบาทผู้สมัคร
ใช้ข้อมูลจากบล็อกหรือข่าวเก่าเป็นหลัก อาจยึดตัวเลขหรือเงื่อนไขที่ไม่ใช่ข้อมูลล่าสุด ตรวจสอบจาก USCIS, Department of State, U.S. Embassy/Consulate และ 9 FAM

10. แหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบก่อนยื่นจริง

กฎวีซ่า เงินลงทุน ค่าธรรมเนียม ขั้นตอน และเอกสารประกอบสามารถเปลี่ยนได้ จึงควรยึดแหล่งทางการเป็นหลักก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะเคสที่มีเงินลงทุนสูงหรือมีแผนครอบครัวระยะยาว

📌 แนะนำให้ตรวจสอบจากแหล่งทางการเหล่านี้:
⚠️ ควรตรวจสอบก่อนยื่นจริง: บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการวางแผนเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะบุคคล และไม่สามารถการันตีผลการพิจารณาวีซ่าได้ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับกฎหมาย เอกสาร ข้อเท็จจริงของผู้สมัคร และดุลพินิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

⭐ ทำไมควรเลือก Co Journey Visa?

  • ช่วยแยกเส้นทาง EB-5 กับ E-2 ตามเป้าหมายจริง — ไม่ดูแค่จำนวนเงิน แต่ดูเป้าหมายครอบครัว สถานะที่ต้องการ และแผนธุรกิจ
  • ตรวจภาพรวมเอกสารการเงิน — ช่วยดูว่าเอกสารรายได้ ภาษี ทรัพย์สิน และเส้นทางเงินเล่าเรื่องเดียวกันหรือไม่
  • วางแผนเอกสารธุรกิจ — ช่วยเช็กเอกสารกิจการ business plan หลักฐานการลงทุน และบทบาทของผู้สมัครให้ชัดขึ้น
  • ประเมินจุดเสี่ยงก่อนเริ่มลงทุนจริง — ลดโอกาสเตรียมเอกสารผิดทางหรือเลือกประเภทวีซ่าไม่ตรงเป้าหมาย
  • คำแนะนำแบบรายเคส ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป — ทีม Co Journey Visa ช่วยดูเป็นรายเคส โดยไม่โอเวอร์เคลมและไม่รับประกันผลวีซ่า

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผน วีซ่าสหรัฐอเมริกา ทีมสามารถช่วยตรวจความพร้อมเบื้องต้นและแนะนำจุดที่ควรเตรียมเพิ่มก่อนเริ่มขั้นตอนจริง

❓ คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)

EB-5 กับ E-2 ต่างกันตรงไหนแบบสั้นที่สุด?
EB-5 เป็นวีซ่าลงทุนประเภท immigrant visa ที่อาจนำไปสู่ Green Card หากผ่านเงื่อนไข ส่วน E-2 เป็น nonimmigrant visa สำหรับนักลงทุนจากประเทศ treaty country เพื่อไปพัฒนาและบริหารกิจการในสหรัฐฯ โดยไม่ใช่เส้นทาง Green Card โดยตรง
EB-5 ต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเท่าไหร่ตามกฎหมายล่าสุด?
ตามข้อมูล USCIS สำหรับคำร้องที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2022 เป็นต้นไป เงินลงทุน EB-5 ขั้นต่ำโดยทั่วไปคือ 1,050,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐ หากเป็นโครงการใน Targeted Employment Area หรือ infrastructure project ที่เข้าเงื่อนไข ทั้งนี้ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจาก USCIS ก่อนยื่นจริง
E-2 มีเงินลงทุนขั้นต่ำตามกฎหมายหรือไม่?
E-2 ไม่มีตัวเลขขั้นต่ำตายตัวแบบ EB-5 แต่ต้องเป็นเงินลงทุนที่ substantial เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจจริง เงินที่ยังอยู่ในบัญชีเฉย ๆ หรือยังไม่ได้ผูกพันกับธุรกิจโดยทั่วไปมักไม่พอ ต้องดูตามประเภทกิจการ ต้นทุนธุรกิจ และแผนดำเนินงาน
คนไทยยื่น E-2 ได้ไหม?
โดยหลักคนไทยมีชื่ออยู่ในรายชื่อ treaty country สำหรับ E-1 และ E-2 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แต่ผู้สมัครยังต้องพิสูจน์เงื่อนไขอื่น เช่น สัญชาติของกิจการ การลงทุนจริง กิจการที่ดำเนินงานจริง และเจตนากลับออกจากสหรัฐฯ เมื่อสถานะสิ้นสุด
ถ้าอยากได้ Green Card ควรเลือก EB-5 หรือ E-2?
หากเป้าหมายหลักคือเส้นทางสู่ Green Card โดยตรง EB-5 มักตรงกว่า แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีเงื่อนไขเรื่อง job creation และ lawful source of funds ส่วน E-2 เหมาะกับผู้ต้องการเข้าไปบริหารธุรกิจในสหรัฐฯ แบบชั่วคราวตามสถานะวีซ่า
E-2 ลงทุนธุรกิจเล็กได้ไหม?
ทำได้ในบางกรณี หากเงินลงทุนสัมพันธ์กับต้นทุนธุรกิจ และธุรกิจมีโอกาสดำเนินงานจริง ไม่ใช่กิจการที่มีรายได้เพียงพอแค่เลี้ยงผู้สมัครกับครอบครัวเท่านั้น เคสธุรกิจเล็กจึงควรเตรียม business plan หลักฐานเงินลงทุน และหลักฐานการดำเนินงานให้ชัด
ก่อนเลือก EB-5 หรือ E-2 ควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูอะไร?
ควรดูเป้าหมายระยะยาว เงินลงทุน แหล่งที่มาของเงิน โครงสร้างธุรกิจ สัญชาติผู้ถือหุ้น แผนสร้างงาน เอกสารภาษี และความสอดคล้องของแผนธุรกิจกับเงื่อนไขวีซ่า เพื่อประเมินว่าควรเดินทางไหนและต้องเสริมเอกสารจุดใดก่อนยื่นจริง

📌 สรุปสิ่งที่ต้องจำเกี่ยวกับวีซ่านักลงทุนอเมริกา EB-5 และ E-2

  • EB-5 และ E-2 เป็นวีซ่าลงทุนคนละประเภท เป้าหมายและผลลัพธ์ทางสถานะไม่เหมือนกัน
  • EB-5 มีเงินลงทุนขั้นต่ำตามกฎหมาย โดยปัจจุบันโดยทั่วไปคือ 1,050,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 800,000 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ TEA / infrastructure project ที่เข้าเงื่อนไข
  • E-2 ไม่มีเงินลงทุนขั้นต่ำตายตัว แต่ต้องเป็นเงินลงทุนที่ substantial และสัมพันธ์กับธุรกิจจริง
  • คนไทยโดยหลักอยู่ในรายชื่อ treaty country สำหรับ E-2 แต่ยังต้องพิสูจน์เงื่อนไขอื่นครบ
  • การเลือกวีซ่าไม่ควรดูแค่เงินลงทุน ควรดูเป้าหมาย Green Card แผนธุรกิจ โครงสร้างหุ้น และเอกสารการเงิน
  • ข้อมูลกฎวีซ่าและค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนได้ ควรตรวจสอบจาก USCIS, U.S. Department of State และ U.S. Embassy/Consulate ก่อนยื่นจริง

กำลังวางแผนลงทุนอเมริกา แต่ยังไม่แน่ใจว่า EB-5 หรือ E-2 เหมาะกว่า?

ทีม Co Journey Visa ช่วยประเมินเบื้องต้น วางแผนเอกสาร ตรวจความสอดคล้องของเงินลงทุน แผนธุรกิจ และเป้าหมายการเดินทาง เพื่อให้คุณเริ่มต้นอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยไม่การันตีผลและไม่แนะนำเกินข้อเท็จจริงของเคส

📱 ปรึกษาฟรีทาง LINE: @cojourneyvisa
หรือโทร 080-8412543 / 061-0312188  |  cojourneyvisa@gmail.com