พาสปอร์ตไทย 2026 ไปกี่ประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้นานแค่ไหน

พาสปอร์ตไทย 2026 ไปกี่ประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้นานแค่ไหน

🌏 Thai Passport 2026

พาสปอร์ตไทย 2026 ไปกี่ประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้นานแค่ไหน

สรุปให้เข้าใจง่ายว่า “ไม่ต้องขอวีซ่า” ต้องนับแบบไหน ต่างจาก Visa on Arrival และ eTA อย่างไร พร้อมตารางประเทศยอดนิยมสำหรับคนไทย
📅 อัปเดตล่าสุด: 6 มิถุนายน 2026 ✍️ โดย ทีมผู้เชี่ยวชาญวีซ่า Co Journey Visa ⏱ อ่าน 12 นาที

คำถามว่า “พาสปอร์ตไทยไปกี่ประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า” ฟังเหมือนตอบง่าย แต่ความจริงตัวเลขอาจไม่ตรงกันในแต่ละเว็บ เพราะบางแหล่งนับเฉพาะ Visa-free เท่านั้น บางแหล่งนับรวม Visa on Arrival และ eTA ด้วย ซึ่งเป็นคนละความหมายกัน

ข้อมูลปี 2026 จาก Passport Index แสดงภาพรวมพาสปอร์ตไทยว่า มี Visa-free 40 จุดหมาย, Visa on Arrival 49 จุดหมาย, eTA 5 จุดหมาย และ Visa required 104 จุดหมาย รวมเป็น Mobility Score 94 จุดหมาย ส่วน Henley Passport Index เป็นอีกดัชนีที่นับจำนวนจุดหมายที่เข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า โดยครอบคลุม 199 พาสปอร์ตและ 227 จุดหมายทั่วโลก และอัปเดตรายเดือน

ดังนั้นถ้าถามแบบใช้งานจริง ควรแยกเป็น 3 กลุ่ม: ประเทศที่เข้าได้แบบไม่ต้องขอวีซ่าเลย, ประเทศที่ต้องทำ eTA/K-ETA/Arrival Card ก่อนเดินทาง และประเทศที่ไปขอ Visa on Arrival ตอนถึงประเทศปลายทางได้ แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในวันเดินทางจริง

สรุปสั้น ๆ: ปี 2026 พาสปอร์ตไทยมีประเทศ/ดินแดนที่เข้าได้แบบ Visa-free ประมาณ 40 จุดหมายตามการจัดกลุ่มของ Passport Index และถ้านับรวม Visa on Arrival กับ eTA จะมี Mobility Score ประมาณ 94 จุดหมาย แต่จำนวนจริงอาจเปลี่ยนตามวิธีนับและนโยบายของแต่ละประเทศ ก่อนเดินทางควรเช็กเว็บไซต์สถานทูตหรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศปลายทางทุกครั้ง

💬 ไม่แน่ใจว่าประเทศที่กำลังจะไปใช้ฟรีวีซ่าได้จริงไหม? ส่งชื่อประเทศ จำนวนวัน วัตถุประสงค์ และประวัติเดินทางให้ทีมช่วยเช็กก่อนจองตั๋วหรือยื่นเอกสาร

📱 ปรึกษาทาง LINE ฟรี

1. พาสปอร์ตไทย 2026 ไปกี่ประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

ถ้านับแบบ Visa-free อย่างเคร่งครัด คือไม่ต้องยื่นวีซ่าก่อนเดินทาง และไม่ต้องไปขอ Visa on Arrival เมื่อถึงประเทศปลายทาง Passport Index 2026 ระบุว่าไทยมีประมาณ 40 จุดหมาย ที่เข้าได้แบบ Visa-free

แต่ถ้านับแบบ “ไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าที่สถานทูต” ซึ่งรวม Visa on Arrival และ eTA ด้วย จำนวนจะสูงกว่า โดย Passport Index ให้ Mobility Score ของไทยที่ประมาณ 94 จุดหมาย ส่วนบางดัชนี เช่น Henley หรือรายงานข่าวท่องเที่ยว อาจรายงานจำนวนประมาณ 76–78 จุดหมาย เพราะใช้ methodology และช่วงเวลาอัปเดตต่างกัน

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

วิธีนับ ตัวเลขโดยประมาณปี 2026 ความหมายสำหรับนักเดินทางไทย
Visa-free ประมาณ 40 จุดหมาย ไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า และโดยทั่วไปไม่ต้องขอ Visa on Arrival เมื่อถึงปลายทาง
Visa on Arrival ประมาณ 49 จุดหมาย ไม่ต้องยื่นวีซ่าก่อนเดินทาง แต่ต้องทำขั้นตอน/จ่ายค่าธรรมเนียมเมื่อถึงประเทศปลายทาง
eTA / Travel Authorization ประมาณ 5 จุดหมาย ต้องลงทะเบียนหรือขออนุมัติออนไลน์ก่อนเดินทาง แม้ไม่ใช่วีซ่าเต็มรูปแบบ
Visa required ประมาณ 104 จุดหมาย ต้องยื่นวีซ่าก่อนเดินทาง เช่น เชงเก้น สหรัฐฯ แคนาดา ออสเตรเลีย และหลายประเทศยุโรป
⚠️ จุดที่คนมักเข้าใจผิด: คำว่า “ไปได้ไม่ต้องขอวีซ่า” บางเว็บหมายถึงไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า แต่ยังต้องทำ eTA, K-ETA, Arrival Card หรือขอ Visa on Arrival เมื่อถึงปลายทาง จึงควรอ่านเงื่อนไขแยกเป็นประเทศ ไม่ควรดูแค่จำนวนรวม

2. Visa-free, Visa on Arrival และ eTA ต่างกันอย่างไร

ก่อนเลือกประเทศเที่ยว ควรเข้าใจคำศัพท์ 3 คำนี้ เพราะมีผลต่อเอกสาร เวลาเตรียมตัว และความเสี่ยงที่สนามบิน

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

ประเภท แปลว่าอะไร ต้องทำอะไรก่อนเดินทาง ตัวอย่างความเสี่ยง
Visa-free เข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าตามระยะเวลาที่กำหนด เตรียมพาสปอร์ต ตั๋วกลับ ที่พัก เงินใช้จ่าย และเอกสารประกอบ อยู่เกินวัน หรือวัตถุประสงค์ไม่ตรง เช่น ไปทำงานทั้งที่ใช้ฟรีวีซ่า
Visa on Arrival ไปขออนุญาตเข้าประเทศเมื่อถึงปลายทาง เตรียมค่าธรรมเนียม รูปถ่าย แบบฟอร์ม ที่พัก ตั๋วกลับ หรือเอกสารตามที่ประเทศกำหนด เอกสารไม่ครบ หรือด่านที่ไปไม่รองรับ Visa on Arrival
eTA / K-ETA ระบบอนุมัติการเดินทางออนไลน์ก่อนเดินทาง กรอกข้อมูลออนไลน์ รอผลอนุมัติ และตรวจว่าข้อมูลตรงพาสปอร์ต สมัครใกล้วันบินเกินไป หรือข้อมูลผิดจนขึ้นเครื่องไม่ได้
Visa required ต้องยื่นวีซ่าก่อนเดินทาง เตรียมเอกสารตาม checklist และยื่นผ่านสถานทูต/ศูนย์รับคำร้อง/ระบบออนไลน์ จองทริปก่อนตรวจเงื่อนไขวีซ่า ทำให้เวลาเตรียมเอกสารไม่พอ

ถ้าประเทศที่ต้องการไปอยู่ในกลุ่มที่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า เช่น ยุโรปเชงเก้น สหรัฐฯ แคนาดา หรือออสเตรเลีย ควรวางแผน ทำวีซ่า ล่วงหน้า ไม่ควรรอจนใกล้วันเดินทาง เพราะคิวนัดและระยะเวลาพิจารณาเปลี่ยนได้

ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่างประเทศ/ดินแดนยอดนิยมสำหรับผู้ถือพาสปอร์ตไทย โดยเน้นกลุ่มที่ไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า แต่บางประเทศอาจยังต้องทำ eTA, K-ETA, Arrival Card หรือมีเงื่อนไขเฉพาะก่อนเดินทาง

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

ประเทศ/ดินแดน ประเภทการเข้า พำนักได้โดยประมาณ หมายเหตุสำคัญ
ญี่ปุ่น Visa-free ไม่เกิน 15 วัน ถือ ePassport; หากอยู่เกิน 15 วันควรตรวจเรื่อง วีซ่าญี่ปุ่น
จีน Visa-free ตามข้อตกลงไทย–จีน ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง / รวมไม่เกิน 90 วันใน 180 วัน ต้องระวังวัตถุประสงค์ เช่น ทำงานหรือเรียนควรตรวจ วีซ่าจีน
เกาหลีใต้ K-ETA / Visa-free travel authorization โดยทั่วไปสูงสุด 90 วันตามเงื่อนไข ต้องได้รับ K-ETA ก่อนเดินทาง; เคสเสี่ยงควรตรวจ วีซ่าเกาหลีใต้
ไต้หวัน Visa-free ชั่วคราว สูงสุด 14 วัน ตามประกาศปัจจุบัน มาตรการสำหรับไทยมีกรอบเวลาสิ้นสุดตามประกาศ ควรเช็กก่อนเดินทางเสมอ
ฮ่องกง Visa-free ไม่เกิน 30 วัน ควรมีตั๋วออกจากฮ่องกงและที่พักชัดเจน
มาเก๊า Visa-free ไม่เกิน 30 วัน เหมาะกับทริปสั้นร่วมกับฮ่องกงหรือจีนตอนใต้
สิงคโปร์ Visa-free โดยทั่วไปสูงสุด 30 วัน ต้องกรอก SG Arrival Card ก่อนเดินทางตามระบบของสิงคโปร์
มาเลเซีย Visa-free โดยทั่วไปสูงสุด 30 วัน ควรตรวจระบบ Malaysia Digital Arrival Card หากมีผลบังคับใช้ในช่วงเดินทาง
เวียดนาม Visa-free โดยทั่วไปสูงสุด 30 วัน เหมาะกับทริปท่องเที่ยวระยะสั้น แต่ควรตรวจวันเข้าพักล่าสุด
ลาว Visa-free โดยทั่วไปสูงสุด 30 วัน ตรวจอายุพาสปอร์ตและด่านที่เดินทางเข้า
กัมพูชา Visa-free โดยทั่วไปสูงสุด 14 วัน หากอยู่เกินควรตรวจ visa หรือ extension ก่อนเดินทาง
บราซิล Visa-free โดยทั่วไปสูงสุด 90 วัน ควรมีตั๋วกลับ ที่พัก และแผนเดินทางชัดเจน
อาร์เจนตินา Visa-free โดยทั่วไปสูงสุด 90 วัน เหมาะกับทริปอเมริกาใต้ แต่ควรเช็ก transit visa หากต่อเครื่องประเทศอื่น
ชิลี Visa-free โดยทั่วไปสูงสุด 90 วัน ตรวจเอกสารตั๋วขากลับและหลักฐานค่าใช้จ่าย
จอร์เจีย Visa-free ระยะยาวตามเงื่อนไขประเทศปลายทาง แม้พักได้นาน ควรตรวจประกันเดินทางและข้อกำหนดพำนักระยะยาวก่อนเดินทาง
📌 หมายเหตุสำคัญ: ตารางนี้เป็นภาพรวมสำหรับวางแผนเบื้องต้น ไม่ใช่ checklist สุดท้าย เพราะเงื่อนไขเข้าเมืองอาจเปลี่ยนได้จากอายุพาสปอร์ต ประเภทพาสปอร์ต วัตถุประสงค์ ระยะเวลาพำนัก ด่านเข้าเมือง สายการบิน และประวัติเดินทางของแต่ละคน

4. ประเทศเอเชียยอดนิยมสำหรับพาสปอร์ตไทย: อยู่ได้กี่วัน

สำหรับคนไทย ส่วนใหญ่จะเริ่มจากประเทศใกล้ไทย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และลาว เพราะเดินทางง่าย ใช้งบไม่สูงเท่ายุโรปหรืออเมริกา และหลายประเทศไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

กลุ่มประเทศ เหมาะกับใคร เอกสารที่ควรพก จุดที่ควรระวัง
ญี่ปุ่น / เกาหลีใต้ / ไต้หวัน ทริปเมืองใหญ่ ช้อปปิ้ง คาเฟ่ สกี คอนเสิร์ต หรือเยี่ยมเพื่อน ตั๋วไป-กลับ ที่พัก แผนเที่ยว เงินใช้จ่าย และระบบอนุมัติที่เกี่ยวข้อง เช่น K-ETA เดินทางถี่หรืออยู่ใกล้เต็มจำนวนวัน อาจถูกถามวัตถุประสงค์เพิ่ม
จีน / ฮ่องกง / มาเก๊า เที่ยวเมืองใหญ่ ธุรกิจระยะสั้น งานแฟร์ เยี่ยมญาติ หรือ transit เอกสารเชิญถ้ามี, ที่พัก, ตั๋วออกจากประเทศ/ดินแดน และ Arrival Card หากระบบกำหนด ธุรกิจหรือทำงานจริงต้องแยกจากการเดินทางระยะสั้น
สิงคโปร์ / มาเลเซีย / เวียดนาม ทริปสั้น 3–7 วัน ทำงานระยะสั้น ประชุม หรือเที่ยววันหยุด Arrival Card ตามประเทศ, ที่พัก, ตั๋วกลับ และแผนเดินทาง บางประเทศเข้มเรื่องตั๋วกลับและที่พักที่ตรวจสอบได้
ลาว / กัมพูชา / เมียนมา ทริปใกล้ไทย เดินทางทางบก หรือเยี่ยมญาติ พาสปอร์ตที่ยังไม่หมดอายุ, หลักฐานที่พัก, เงินสด, ตั๋วหรือแผนเดินทางกลับ ด่านพรมแดนแต่ละแห่งอาจมีขั้นตอนต่างกัน ควรเช็กก่อนเดินทาง

สำหรับทริปที่มีหลายประเทศในทริปเดียว เช่น ญี่ปุ่นต่อเกาหลี หรือฮ่องกงต่อจีน ควรเช็กเงื่อนไขของทุกประเทศ ไม่ใช่ดูเฉพาะประเทศปลายทางแรก เพราะสายการบินอาจตรวจเอกสารตั้งแต่เคาน์เตอร์เช็กอินที่ไทย

5. ฟรีวีซ่าไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเตรียมเอกสาร

หลายคนคิดว่า “ฟรีวีซ่า” หมายถึงพกพาสปอร์ตอย่างเดียวก็เดินทางได้ แต่ในความจริง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังสามารถขอดูเอกสารประกอบได้ โดยเฉพาะประเทศที่มีการตรวจเข้มเรื่อง overstay, ทำงานผิดประเภท หรือเดินทางถี่ผิดปกติ

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

เอกสารที่ควรเตรียม ใช้เพื่ออะไร ข้อแนะนำจากเคสจริง
พาสปอร์ต ใช้ยืนยันตัวตนและสิทธิเดินทาง ควรมีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน เว้นแต่ประเทศปลายทางกำหนดต่างออกไป
ตั๋วเครื่องบินไป-กลับหรือออกจากประเทศ แสดงว่าไม่ตั้งใจอยู่เกินกำหนด บางสายการบินอาจไม่ให้ขึ้นเครื่องถ้าไม่มี onward ticket ที่ชัดเจน
หลักฐานที่พัก ใช้ยืนยันว่าจะพักที่ไหนระหว่างเดินทาง ชื่อโรงแรม เมือง วันที่ และชื่อผู้จองควรตรงกับแผนเดินทาง
แผนเดินทาง ช่วยอธิบายวัตถุประสงค์การเดินทาง ทริปหลายเมืองควรมี route ที่สมเหตุสมผล ไม่คลุมเครือ
เงินใช้จ่ายหรือหลักฐานการเงิน แสดงว่ามีงบเพียงพอระหว่างทริป ถ้าเดินทางยาวหรือพักเมืองแพง ควรเตรียมงบให้สัมพันธ์กับแผน
ประกันเดินทาง คุ้มครองค่ารักษา เหตุฉุกเฉิน กระเป๋า หรือ flight delay บางประเทศไม่ได้บังคับ แต่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะทริปยาวหรือมีผู้สูงอายุ

หากต้องการให้ทริปดูเป็นระบบ ควรจัด ตั๋วเครื่องบิน ที่สอดคล้องกับจำนวนวันพำนัก และเตรียม ประกันเดินทาง ให้ครอบคลุมวันเดินทางจริง โดยเฉพาะประเทศที่ค่ารักษาพยาบาลสูง

6. เคสไหนควรขอวีซ่าก่อน แม้ประเทศนั้นจะฟรีวีซ่า

ฟรีวีซ่าเหมาะกับการเดินทางระยะสั้นตามวัตถุประสงค์ที่ประเทศปลายทางกำหนด แต่ไม่เหมาะกับทุกเคส โดยเฉพาะกรณีที่มีแผนพำนักนาน ทำงาน เรียน เยี่ยมแฟนหรือครอบครัวระยะยาว หรือมีประวัติเดินทางที่อาจถูกตั้งคำถาม

💡 เคสที่ควรตรวจวีซ่าก่อนเดินทาง:
  • ต้องการอยู่เกินจำนวนวันที่ประเทศปลายทางอนุญาตแบบฟรีวีซ่า
  • เดินทางไปทำงาน ฝึกงาน รับค่าจ้าง หรือทำธุรกิจที่เกินขอบเขต visitor
  • ไปเรียนระยะยาว อบรม หรือเข้าคอร์สที่ต้องมีสถานะนักเรียน
  • ไปเยี่ยมแฟน คู่สมรส หรือครอบครัว และพำนักนานกว่าทริปท่องเที่ยวทั่วไป
  • เคยถูกปฏิเสธวีซ่า ปฏิเสธเข้าเมือง หรือเคยอยู่เกินกำหนด
  • เดินทางถี่มากจนดูเหมือนใช้ฟรีวีซ่าแทนการพำนักระยะยาว
  • ต้อง transit ผ่านประเทศที่ไทยยังต้องใช้วีซ่าหรือ transit visa

หากประเทศปลายทางอยู่ในกลุ่มที่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้า เช่น เชงเก้น สหรัฐฯ แคนาดา หรือออสเตรเลีย ควรตรวจ checklist ล่าสุดและเริ่มเตรียมเอกสารก่อนจองทริปจริง หากต้องการตรวจเอกสารการเงิน สามารถดูบริการ ตรวจ Statement วีซ่า เพื่อประเมินความสมเหตุสมผลของบัญชีก่อนยื่นได้

7. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของคนใช้พาสปอร์ตไทยเดินทางแบบฟรีวีซ่า

การเดินทางแบบฟรีวีซ่าช่วยให้สะดวกขึ้น แต่ก็ทำให้บางคนละเลยรายละเอียดสำคัญ เช่น ไม่เช็กจำนวนวัน, ไม่เตรียมตั๋วกลับ, ลืมลงทะเบียน eTA หรือคิดว่าแค่มีพาสปอร์ตไทยก็เข้าได้ทุกกรณี

❌ จุดพลาดที่ควรเลี่ยง:
  • ดูแค่คำว่า Visa-free แต่ไม่ดูว่าอยู่ได้กี่วัน
  • ไม่แยก Visa-free, Visa on Arrival และ eTA ออกจากกัน
  • จองตั๋วเกินจำนวนวันที่ประเทศปลายทางอนุญาต
  • ไม่มีตั๋วออกจากประเทศปลายทางหรือหลักฐานที่พัก
  • เดินทางหลายรอบจนจำนวนวันสะสมเกินเงื่อนไข เช่น 90 วันใน 180 วัน
  • คิดว่าฟรีวีซ่าใช้ทำงาน เรียน หรืออยู่ระยะยาวได้
  • ต่อเครื่องผ่านประเทศที่ต้องใช้ transit visa โดยไม่ได้เช็กก่อน

ตัวอย่างเคสจำลองที่ควรระวัง

เคสที่ 1: ผู้เดินทางจองทริปญี่ปุ่น 18 วัน เพราะคิดว่าคนไทยไม่ต้องขอวีซ่า แต่ญี่ปุ่นให้พำนักระยะสั้นภายใต้เงื่อนไขยกเว้นวีซ่าไม่เกิน 15 วัน เคสนี้ควรตรวจ วีซ่าญี่ปุ่น ก่อนจองจริง

เคสที่ 2: ผู้เดินทางไปจีนหลายครั้งในรอบครึ่งปี แต่ไม่ได้นับจำนวนวันรวม 90 วันใน 180 วัน หากเดินทางเพื่อธุรกิจบ่อย ควรมีเอกสารเชิญและแผนงานที่ชัดเจน รวมถึงตรวจว่าเคสควรใช้ฟรีวีซ่าหรือวีซ่าประเภทอื่น

เคสที่ 3: ผู้เดินทางไปเกาหลีใต้โดยไม่ได้สมัคร K-ETA เพราะเข้าใจว่า “คนไทยฟรีวีซ่า” แต่เกาหลีใต้ใช้ระบบอนุมัติการเดินทางล่วงหน้าในหลายกรณี ทำให้เสี่ยงมีปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนเช็กอิน

ก่อนจองตั๋ว ลองให้ทีมช่วยเช็กประเทศปลายทางก่อนว่าใช้ฟรีวีซ่าได้จริงไหม
ทีม Co Journey Visa ช่วยดูจำนวนวัน วัตถุประสงค์ เอกสารที่ควรเตรียม eTA/Arrival Card และกรณีที่ควรยื่นวีซ่าก่อนเดินทาง

💬 ส่งประเทศปลายทางให้ทีมช่วยเช็ก

8. แหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบก่อนเดินทาง

กฎฟรีวีซ่าและระยะเวลาพำนักเปลี่ยนได้ตามนโยบายของแต่ละประเทศ ผู้เดินทางไม่ควรยึดจากโพสต์เก่าเพียงอย่างเดียว ควรตรวจจากเว็บไซต์สถานทูต หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง หรือระบบทางการของประเทศปลายทางก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

📌 แหล่งข้อมูลที่ควรเช็ก:
  • Passport Index — Thailand Passport Dashboard: https://www.passportindex.org/passport/thailand/
  • Henley Passport Index: https://www.henleyglobal.com/passport-index
  • สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางในประเทศไทย
  • เว็บไซต์ Immigration / Ministry of Foreign Affairs / Border Authority ของประเทศปลายทาง
  • ระบบ eTA / K-ETA / Arrival Card ทางการของประเทศที่ต้องลงทะเบียนก่อนเดินทาง
  • สายการบินที่ใช้เดินทาง เพราะบางครั้งสายการบินตรวจเอกสารก่อนให้ขึ้นเครื่อง

สำหรับประเทศที่เงื่อนไขเปลี่ยนได้บ่อย เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน หรือประเทศที่มีระบบ Arrival Card/eTA ควรตรวจข้อมูลอีกครั้งใกล้วันเดินทาง เพราะแม้จองตั๋วไว้แล้ว เงื่อนไขเข้าเมืองอาจมีการอัปเดตได้

⭐ ทำไมควรเลือก Co Journey Visa?

  • ช่วยเช็กประเทศที่พาสปอร์ตไทยเข้าได้จริง — แยกให้ชัดว่า Visa-free, VOA, eTA หรือ Visa required
  • ช่วยดูระยะเวลาพำนักให้ตรงทริป — ป้องกันการจองตั๋วเกินจำนวนวันที่ประเทศปลายทางอนุญาต
  • ช่วยประเมินเอกสารก่อนเดินทาง — เช่น ตั๋ว ที่พัก แผนเที่ยว เงินใช้จ่าย ประกัน และเอกสารเชิญ
  • ช่วยวางแผนกรณีต้องขอวีซ่า — ถ้าประเทศปลายทางไม่ฟรีวีซ่า หรือเคสมีความเสี่ยงจากประวัติเดินทาง
  • ให้คำแนะนำแบบไม่โอเวอร์เคลม — เพราะการอนุญาตเข้าเมืองเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ประเทศปลายทาง

❓ คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)

พาสปอร์ตไทยปี 2026 ไปกี่ประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า?
จำนวนขึ้นอยู่กับวิธีนับ หากนับแบบ Visa-free อย่างเคร่งครัด Passport Index 2026 ระบุพาสปอร์ตไทยมีประมาณ 40 จุดหมายที่ไม่ต้องขอวีซ่า หากรวม Visa on Arrival และ eTA จะมี Mobility Score ประมาณ 94 จุดหมาย ส่วนบางดัชนี เช่น Henley อาจนับแบบไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าและได้จำนวนต่างกัน
Visa-free, Visa on Arrival และ eTA ต่างกันอย่างไร?
Visa-free คือไม่ต้องขอวีซ่าก่อนเดินทางตามเงื่อนไขที่กำหนด, Visa on Arrival คือไปขออนุญาตหรือจ่ายค่าธรรมเนียมเมื่อถึงประเทศปลายทาง, ส่วน eTA คือการลงทะเบียนหรือขออนุมัติการเดินทางออนไลน์ก่อนเดินทาง แม้ไม่ใช่วีซ่าเต็มรูปแบบแต่ยังต้องทำก่อนขึ้นเครื่อง
พาสปอร์ตไทยไปญี่ปุ่นได้กี่วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า?
คนไทยถือ ePassport สามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นระยะสั้นได้ไม่เกิน 15 วันภายใต้เงื่อนไขยกเว้นวีซ่า หากต้องการอยู่เกิน 15 วันหรือเดินทางด้วยวัตถุประสงค์อื่น ควรตรวจสอบและยื่นวีซ่าญี่ปุ่นก่อนเดินทาง
พาสปอร์ตไทยไปจีนได้กี่วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า?
ตามข้อตกลงไทย–จีน ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยธรรมดาสามารถเข้าจีนได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง และรวมไม่เกิน 90 วันในรอบ 180 วัน สำหรับวัตถุประสงค์ที่เข้าเงื่อนไข เช่น ท่องเที่ยว ธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือ transit
พาสปอร์ตไทยไปเกาหลีใต้ต้องขอวีซ่าไหม?
ผู้ถือพาสปอร์ตไทยที่เดินทางเข้าเกาหลีใต้ระยะสั้นโดยไม่ขอวีซ่า โดยทั่วไปต้องได้รับอนุมัติ K-ETA ก่อนเดินทาง และสามารถพำนักได้ตามเงื่อนไขที่เกาหลีใต้กำหนด การได้รับ K-ETA ไม่ได้การันตีการเข้าประเทศ
ฟรีวีซ่าแปลว่าเข้าได้แน่นอนไหม?
ไม่ใช่ ฟรีวีซ่าหมายถึงไม่ต้องขอวีซ่าล่วงหน้าตามเงื่อนไข แต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังสามารถขอดูตั๋วกลับ ที่พัก เงินใช้จ่าย แผนเดินทาง หรือเหตุผลการเดินทาง และมีอำนาจพิจารณาให้เข้าหรือไม่ให้เข้าประเทศ

📌 สรุปสิ่งที่ต้องจำเกี่ยวกับพาสปอร์ตไทย 2026

  • พาสปอร์ตไทยปี 2026 มี Visa-free ประมาณ 40 จุดหมายตาม Passport Index
  • ถ้ารวม Visa on Arrival และ eTA จะมี Mobility Score ประมาณ 94 จุดหมาย
  • จำนวนจากแต่ละดัชนีอาจต่างกัน เพราะวิธีนับไม่เหมือนกัน
  • Visa-free ไม่เหมือน Visa on Arrival และไม่เหมือน eTA
  • ประเทศยอดนิยมสำหรับคนไทย เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม มีเงื่อนไขจำนวนวันและระบบลงทะเบียนต่างกัน
  • ฟรีวีซ่าไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเตรียมเอกสาร ควรมีตั๋วกลับ ที่พัก แผนเดินทาง เงินใช้จ่าย และประกันเดินทาง
  • หากไปทำงาน เรียน อยู่ระยะยาว หรือเดินทางเกินวัน ควรขอวีซ่าที่ถูกประเภทก่อนเดินทาง

กำลังจะจองทริป แต่ไม่แน่ใจว่าพาสปอร์ตไทยใช้ฟรีวีซ่าได้ไหม?

ทีม Co Journey Visa ช่วยเช็กประเทศปลายทาง จำนวนวัน เงื่อนไขเข้าเมือง eTA/Arrival Card เอกสารที่ควรพก และกรณีที่ควรยื่นวีซ่าก่อน เพื่อให้แผนเดินทางชัดเจนขึ้นก่อนจองจริง

📱 ปรึกษาฟรีทาง LINE: @cojourneyvisa
หรือโทร 080-8412543 / 061-0312188  |  cojourneyvisa@gmail.com
⭐ รีวิวบทความ

บทความนี้มีประโยชน์กับคุณไหม?

ให้คะแนนหรือเขียนรีวิวสั้น ๆ ได้ทันที ไม่ต้องสมัครสมาชิก ความคิดเห็นของคุณช่วยให้เราปรับบทความให้ตอบคำถามคนอ่านได้ดีขึ้น

0.0 ☆☆☆☆☆ จาก 0 รีวิว
ให้คะแนนและเขียนรีวิว
ยังไม่ได้เลือกดาว
ขอบคุณครับ รีวิวของคุณช่วยให้บทความนี้มีประโยชน์กับผู้อ่านคนต่อไปมากขึ้น 🙏

รีวิวจากผู้อ่าน

🐰
Rabbit Reader
★★★★★

อธิบายเข้าใจง่ายมากค่ะ มีตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน ทำให้เรื่องที่ดูซับซ้อนอ่านง่ายขึ้นเยอะเลย

🐱
Catเที่ยว
★★★★★

บทความมีประโยชน์ครับ เนื้อหาครบและตรงประเด็น อยากให้มีตัวอย่างเพิ่มเติมในช่วงท้ายอีกนิด

🐻
Bear Minimal
★★★★★

ชอบการจัดเรียงเนื้อหามากค่ะ อ่านเพลิน ไม่ยาวเกินไป ได้ความรู้ใหม่ ๆ กลับไปเยอะเลย

🦊
Fox Study
★★★★☆

บทความกระชับ เข้าใจง่าย แชร์ให้เพื่อนอ่านแล้ว ทุกคนบอกว่าได้ประโยชน์จริง ๆ ครับ