งานสินค้าแม่และเด็กในจีน ตลาดใหญ่ที่แบรนด์ไทยควรศึกษา

งานสินค้าแม่และเด็กในจีน ตลาดใหญ่ที่แบรนด์ไทยควรศึกษา

🧸 China Business Travel & Market Study

งานสินค้าแม่และเด็กในจีน ตลาดใหญ่ที่แบรนด์ไทยควรศึกษา

คู่มือสำหรับแบรนด์ไทยที่อยากดูตลาดจีนจริงก่อนตัดสินใจออกบูธ หาคู่ค้า หรือวางแผนนำสินค้าแม่และเด็กเข้าสู่ตลาดจีนอย่างรอบคอบ
📅 อัปเดตล่าสุด: 26 กรกฎาคม 2026 ✍️ โดย ทีมผู้เชี่ยวชาญวีซ่า Co Journey Visa ⏱ อ่านประมาณ 9 นาที

แบรนด์ไทยหลายแบรนด์เห็นคำว่า “ตลาดจีน” แล้วรู้สึกว่าถ้าเข้าได้ ยอดขายน่าจะโตเร็ว แต่ในหมวดสินค้าแม่และเด็ก ความจริงหน้างานละเอียดกว่านั้นมากครับ เพราะผู้ซื้อจีนไม่ได้ดูแค่ราคา เขาดูความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ มาตรฐานสินค้า รีวิว ช่องทางขาย และความพร้อมของทีมหลังบ้าน

งานสินค้าแม่และเด็กในจีนจึงไม่ควรถูกมองแค่เป็น “งานแฟร์สำหรับขายของ” แต่ควรใช้เป็นพื้นที่ศึกษาเทรนด์ ดูคู่แข่ง เจอซัพพลายเออร์ OEM/ODM สำรวจราคาจริง และเช็กว่าจุดขายของแบรนด์ไทยแข็งพอสำหรับตลาดจีนหรือยัง โดยเฉพาะแบรนด์อาหารเด็ก ของใช้แม่และเด็ก สกินแคร์เด็ก ของเล่น รถเข็น คาร์ซีต เสื้อผ้าเด็ก และสินค้าเพื่อครอบครัว

ถ้าทีมไทยต้องเดินทางไปจีนเพื่อสำรวจงาน ควรวางแผนตั้งแต่เส้นทางบิน โรงแรมใกล้สถานที่จัดงาน เอกสารลงทะเบียนงาน เอกสารบริษัท และเงื่อนไขเข้าเมืองจีนให้เรียบร้อย ใครที่กำลังวางแผน เที่ยวจีน หรือเดินทางเพื่อธุรกิจ ควรเช็กข้อมูลล่าสุดจากแหล่งทางการก่อนออกเดินทางจริงเสมอ

สรุปสั้น ๆ: งานสินค้าแม่และเด็กในจีนเหมาะกับแบรนด์ไทยที่ต้องการศึกษาเทรนด์สินค้า คู่แข่ง ซัพพลายเออร์ ช่องทางจัดจำหน่าย และมาตรฐานตลาดจีนก่อนลงทุนจริง งานที่ควรรู้คือ CBME China ที่เซี่ยงไฮ้ และ China Kids Fair ที่เน้นสินค้าเด็ก ของเล่น รถเข็น คาร์ซีต และ OEM/ODM การไปเดินงานครั้งแรกควรตั้งเป้าเก็บข้อมูลและนัดเจรจา ไม่ใช่รีบออกบูธโดยยังไม่เข้าใจตลาด

💬 ถ้าทีมของคุณกำลังจะไปดูงานแม่และเด็กในจีน ให้ Co Journey Visa ช่วยตรวจแผนเดินทาง เอกสารลงทะเบียนงาน โรงแรม และเงื่อนไขเข้าเมืองจีนก่อนเดินทางจริง เพื่อลดความเสี่ยงจากเอกสารไม่ครบหรือแผนเดินทางไม่ชัด

📱 ปรึกษาทาง LINE ฟรี

1. ทำไมตลาดแม่และเด็กจีนยังควรศึกษา แม้อัตราเกิดลดลง?

ข้อมูลจาก National Bureau of Statistics of China ระบุว่า จีนมีประชากรปลายปี 2025 ประมาณ 1,404.89 ล้านคน และมีประชากรอายุ 0–15 ปีประมาณ 230.15 ล้านคน ขณะเดียวกันจำนวนเกิดปี 2025 อยู่ที่ 7.92 ล้านคน ซึ่งสะท้อนว่าตลาดไม่ได้โตแบบ “จำนวนเด็กเพิ่มเร็ว” เหมือนในอดีต แต่ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีครอบครัวจำนวนมากและกำลังซื้อกระจุกตัวในกลุ่มที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพ

จุดที่แบรนด์ไทยควรมองให้ขาดคือ ตลาดแม่และเด็กจีนกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านปริมาณไปสู่การแข่งขันด้านความไว้วางใจ ผู้ปกครองจีนจำนวนมากเลือกสินค้าที่ดูปลอดภัย มีหลักฐานชัด มีภาพลักษณ์ดี และมีช่องทางขายที่น่าเชื่อถือ มากกว่าสินค้าที่ราคาถูกอย่างเดียว

💡 มุมที่แบรนด์ไทยควรคิด: ตลาดใหญ่ไม่ได้แปลว่าเข้าได้ง่าย แต่แปลว่ามีข้อมูลให้ศึกษาเยอะมาก ถ้าไปงานด้วยเป้าหมายที่ชัด เช่น ดูคู่แข่ง 10 แบรนด์ นัดซัพพลายเออร์ 5 ราย เช็กช่องทางขาย 3 แบบ และดูมาตรฐานฉลากเบื้องต้น การเดินทางหนึ่งครั้งจะได้ประโยชน์มากกว่าการไปเดินดูงานแบบกว้าง ๆ

2. งานแม่และเด็กในจีนที่แบรนด์ไทยควรรู้จัก

ในจีนมีงานแสดงสินค้าหลายงาน แต่ถ้าโฟกัสสินค้าแม่ เด็ก ครอบครัว ของเล่น และซัพพลายเชน งานที่แบรนด์ไทยควรเริ่มศึกษาเป็นพิเศษคือ CBME China และ China Kids Fair เพราะทั้งสองงานอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นเมืองสำคัญด้านการค้า การเดินทาง และการเชื่อมต่อกับผู้ซื้อจากหลายประเทศ

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

งาน กำหนดการล่าสุดที่ตรวจสอบได้ สถานที่ เหมาะกับแบรนด์ไทยแบบไหน
CBME China 15–17 กรกฎาคม 2026 National Exhibition and Convention Center (Shanghai), NECC แบรนด์ที่ต้องการดูภาพรวมตลาดแม่ เด็ก สินค้าเด็ก อาหาร สุขภาพ ของใช้เด็ก เสื้อผ้าเด็ก และซัพพลายเชน
China Kids Fair 21–23 ตุลาคม 2026 Shanghai New International Expo Center, SNIEC แบรนด์หรือผู้ซื้อที่สนใจของเล่น รถเข็น คาร์ซีต สินค้าเด็ก OEM/ODM และผู้ผลิตจีน
งานซัพพลายเชน / OEM / ODM ที่จัดร่วม ควรเช็กจากเว็บไซต์ผู้จัดงานแต่ละปี มักจัดร่วมกับงานหลักในเซี่ยงไฮ้ แบรนด์ไทยที่ต้องการหาผู้ผลิต บรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบ หรือพัฒนาสินค้า private label
📌 หมายเหตุข้อมูล: กำหนดการ งานย่อย รายชื่อผู้แสดงสินค้า และรูปแบบลงทะเบียนอาจเปลี่ยนได้ ควรยึดเว็บไซต์ทางการของผู้จัดงานเป็นหลักก่อนจองตั๋ว โรงแรม หรือวางแผนนัดหมายคู่ค้า

3. ไปงานสินค้าแม่และเด็กจีนควรดูอะไรนอกจาก “สินค้าอะไรขายดี”?

หลายทีมไปงานแฟร์แล้วถ่ายรูปสินค้าเยอะมาก แต่กลับมาประเทศไทยแล้วตอบไม่ได้ว่าแบรนด์ตัวเองควรเข้าตลาดจีนอย่างไร ปัญหาไม่ได้อยู่ที่งานไม่มีข้อมูล แต่อยู่ที่ไม่ได้ตั้งโจทย์ก่อนเดินงาน

ก่อนเข้าฮอลล์ ควรแบ่งโจทย์ให้ชัดเป็น 4 ด้าน ได้แก่ สินค้า คู่แข่ง ช่องทางขาย และความพร้อมของแบรนด์ ถ้ามีทีมไปหลายคน ควรแบ่งหน้าที่ให้แต่ละคนเก็บข้อมูลคนละมุม ไม่ใช่เดินซ้ำกันทั้งหมด

🧴 Product Fit

สินค้าของเราต่างจากแบรนด์จีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือยุโรปตรงไหน และจุดต่างนั้นผู้ซื้อจีนให้มูลค่าจริงหรือไม่

🛒 Channel Fit

สินค้านี้เหมาะกับ distributor, retail chain, cross-border e-commerce, social commerce หรือ private label มากกว่า

🧾 Compliance Fit

ต้องมีฉลาก เอกสารรับรอง มาตรฐานความปลอดภัย หรือข้อกำหนดนำเข้าอะไรที่ต้องเช็กก่อนขายจริง

🤝 Partner Fit

คู่ค้าที่เจอในงานเป็นผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย ผู้นำเข้า หรือผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ และเหมาะกับเป้าหมายเราแค่ไหน

⚠️ ข้อควรระวัง: ถ้าแบรนด์ยังไม่มีเอกสารบริษัท โปรไฟล์สินค้า ราคาเบื้องต้น MOQ ภาษาอังกฤษหรือจีน และภาพสินค้าที่พร้อมนำเสนอ การนัดเจรจาในงานอาจเสียโอกาส เพราะคู่ค้าจีนมักต้องการข้อมูลที่ตอบได้เร็วและชัด

4. หมวดสินค้าไทยที่มีโอกาส และจุดที่ต้องระวังก่อนเข้าจีน

สินค้าไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีในบางหมวด เช่น สินค้า natural, wellness, food-related, skincare, lifestyle และสินค้าที่เล่าเรื่องวัตถุดิบได้ดี แต่หมวดแม่และเด็กเป็นกลุ่มที่ความปลอดภัยสูงมาก จึงต้องระวังการกล่าวอ้างสรรพคุณและมาตรฐานสินค้าเป็นพิเศษ

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

หมวดสินค้า โอกาสที่ควรศึกษา จุดเสี่ยงที่ต้องเช็ก คำแนะนำก่อนคุยคู่ค้า
สกินแคร์แม่และเด็ก ตลาดให้ความสำคัญกับความอ่อนโยน ส่วนผสม และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การกล่าวอ้างเกินจริง ฉลาก ส่วนผสม และเอกสารรับรอง เตรียม ingredient list, test report, brand story และตัวอย่างฉลาก
อาหารเด็ก / ขนมเด็ก มีโอกาสถ้าวางตำแหน่งเรื่องคุณภาพ วัตถุดิบ หรือสุขภาพได้ชัด กฎอาหารนำเข้า ฉลากภาษาจีน มาตรฐาน และข้อกำหนดเฉพาะกลุ่มเด็ก ควรคุยกับผู้นำเข้าที่เข้าใจกฎจีนก่อนรับออร์เดอร์จริง
ของเล่นและสื่อการเรียนรู้ พ่อแม่จีนสนใจสินค้าเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ มาตรฐานความปลอดภัย ของเล่น วัสดุ สี ชิ้นส่วนเล็ก และการรับรอง เตรียม test report และข้อมูลอายุที่เหมาะสมของสินค้า
รถเข็น คาร์ซีต เฟอร์นิเจอร์เด็ก ตลาดมีทั้งกลุ่ม mass และ premium ให้ศึกษา มาตรฐานความปลอดภัย ความแข็งแรง การรับรอง และ after-sales service ต้องมีเอกสารเทคนิค คู่มือ และแผนบริการหลังขายที่ชัด
เสื้อผ้าเด็ก / ผ้าห่ม / สิ่งทอ โอกาสอยู่ที่ดีไซน์ วัสดุ และความต่างของแบรนด์ มาตรฐานสิ่งทอ สีตก ความปลอดภัยต่อผิวเด็ก และขนาดสินค้า ควรมี size chart, composition, care label และภาพสินค้าแบบมืออาชีพ

5. ควรไปเดินงานก่อน หรือออกบูธเลย?

ถ้าเป็นแบรนด์ไทยที่ยังไม่เคยขายจีน ไม่เคยมี distributor ในจีน และยังไม่รู้ว่าต้องปรับฉลากหรือเอกสารสินค้าอย่างไร การไปเดินงานก่อนมักปลอดภัยกว่า เพราะช่วยให้เห็นสนามจริงก่อนลงทุนก้อนใหญ่

การออกบูธเหมาะเมื่อแบรนด์มีความพร้อมระดับหนึ่ง เช่น มีเอกสารสินค้า มีตัวอย่างสินค้า มีราคาส่ง มีทีมตอบคำถาม มีภาษาที่ใช้สื่อสารได้ และมีระบบติดตาม lead หลังงาน ถ้าออกบูธโดยไม่มีแผน follow-up หลังงาน โอกาสที่ lead จะหายมีสูงมาก

💡 จากเคสที่พบบ่อย: บางแบรนด์เสียเงินกับบูธและงานตกแต่งเยอะ แต่ไม่ได้เตรียมข้อมูลราคาส่ง MOQ เอกสารรับรอง หรือเงื่อนไขตัวแทนจำหน่าย พอกลับมาแล้วนัดต่อไม่ได้ เพราะคู่ค้ามองว่าแบรนด์ยังไม่พร้อมสำหรับตลาดจีน

Decision Flow ก่อนตัดสินใจออกบูธ

1
มีสินค้าและจุดขายชัดหรือยัง?
ถ้ายังตอบไม่ได้ว่าสินค้าแตกต่างจากคู่แข่งจีนอย่างไร ควรไปเดินสำรวจก่อน
2
มีเอกสารสินค้าเพียงพอไหม?
อย่างน้อยควรมี company profile, product catalog, specification, certificate/test report ถ้ามี และราคาเบื้องต้น
3
มีคนติดตาม lead หลังงานไหม?
ถ้าไม่มีทีม follow-up ภายใน 7–14 วันหลังงาน lead ที่ได้อาจเย็นลงเร็วมาก
4
รู้ข้อกำหนดนำเข้าเบื้องต้นหรือยัง?
ถ้ายังไม่รู้ว่าหมวดสินค้าต้องมีมาตรฐานอะไร ควรใช้ทริปแรกเป็น market study และ compliance study ก่อน

6. Checklist เตรียมทีมไทยไปงานสินค้าแม่และเด็กจีน

การไปงานแฟร์จีนให้ได้ผลไม่ใช่แค่จองบินและโรงแรม แต่ต้องเตรียมเป้าหมายและเอกสารเหมือนทำ mini market entry project หนึ่งชุด ยิ่งหมวดแม่และเด็ก ยิ่งต้องทำการบ้านก่อนเจรจาจริง

✅ Checklist ก่อนเดินทาง

  • กำหนดเป้าหมายทริป: สำรวจตลาด หาซัพพลายเออร์ หาตัวแทนจำหน่าย หรือดูเทรนด์สินค้า
  • ลงทะเบียนเข้าชมงานจากเว็บไซต์ทางการของงาน
  • ทำรายชื่อ exhibitor ที่ต้องการพบล่วงหน้า
  • เตรียม company profile ภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนแบบสั้น
  • เตรียม product catalog, price range, MOQ และเงื่อนไขเบื้องต้น
  • เตรียมนามบัตร WeChat และช่องทางติดต่อที่ทีมตอบกลับได้จริง
  • วางแผน ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และการเดินทางในเมืองให้สัมพันธ์กับวันงาน
  • ตรวจเงื่อนไขเข้าเมืองจีน พาสปอร์ต และเอกสารประกอบก่อนออกเดินทาง

7. เอกสารเดินทาง วีซ่า และแผนธุรกิจที่ควรเตรียม

สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย สถานทูตจีนในประเทศไทยระบุว่าได้รับการยกเว้นวีซ่าสำหรับการเข้าจีนแต่ละครั้งไม่เกิน 30 วัน และมีเงื่อนไขรวมไม่เกิน 90 วันในรอบ 180 วัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเดินทางเพื่อกิจกรรมที่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า อยู่เกินเงื่อนไข หรือมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากสถานทูตจีนหรือศูนย์รับคำร้องก่อนเดินทาง

ถ้าทริปมีลักษณะเจรจาธุรกิจจริง มีหนังสือเชิญจากคู่ค้าจีน หรือมีการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่ต้องใช้เอกสารเฉพาะ ควรเช็กว่าเข้าข่ายต้องขอ ทำวีซ่า ประเภทใดเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ได้เป็นแค่การเดินทางสั้นเพื่อดูงานทั่วไป

ทีมที่ต้องใช้เอกสารจีน อังกฤษ หรือเอกสารบริษัทประกอบการเจรจา ควรเตรียมฉบับแปลให้เรียบร้อย หากมีหนังสือรับรองบริษัท หนังสือมอบอำนาจ หรือเอกสารสินค้า ควรพิจารณา แปลเอกสาร ให้เหมาะกับการใช้จริง ไม่ใช่แปลแบบคร่าว ๆ จนคู่ค้าอ่านแล้วไม่มั่นใจ

📌 เอกสารที่ควรมีติดตัว: พาสปอร์ต, หลักฐานลงทะเบียนงาน, booking โรงแรม, แผนเดินทาง, ข้อมูลเที่ยวบิน, company profile, นามบัตร, product catalog, เอกสารนัดหมายคู่ค้า และข้อมูลติดต่อฉุกเฉินของทีม

ก่อนจองทริปไปงานจีน ลองให้ทีมช่วยเช็กภาพรวมเอกสารก่อน
Co Journey Visa ช่วยดูแผนเดินทาง เอกสารเข้าเมืองจีน เอกสารงานแฟร์ และจุดเสี่ยงที่อาจทำให้ทริปธุรกิจสะดุดได้

💬 ให้ทีมช่วยตรวจแผนเดินทาง

8. ข้อผิดพลาดที่แบรนด์ไทยมักเจอเมื่อไปงานจีน

งานแฟร์จีนมีขนาดใหญ่ ข้อมูลเยอะ และคู่ค้าเยอะมาก ถ้าไปโดยไม่มีแผน ทีมจะเหนื่อยแต่ได้ข้อมูลไม่เป็นระบบ โดยเฉพาะงานแม่และเด็กที่มีหลายหมวดสินค้าและมีทั้งแบรนด์ ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้จัดจำหน่าย และผู้ให้บริการด้านการตลาดปะปนกัน

❌ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
  • ไปงานโดยไม่รู้ว่าต้องการเจอใคร ทำให้เดินทั้งวันแต่ไม่ได้ contact สำคัญ
  • คุยกับซัพพลายเออร์หลายราย แต่ไม่ได้บันทึก MOQ ราคา lead time และเงื่อนไขให้ครบ
  • ไม่เตรียมข้อมูลสินค้าเป็นภาษาอังกฤษหรือจีน ทำให้คู่ค้าประเมินแบรนด์ยาก
  • เข้าใจว่าถ้ามีสินค้าดีแล้วจะขายจีนได้ทันที แต่ยังไม่ได้ตรวจมาตรฐาน ฉลาก และช่องทางขาย
  • จองโรงแรมไกลจากงานเกินไป ทำให้เสียเวลาการเดินทางและพลาดนัดสำคัญ

ตัวอย่างเคสจำลองที่แบรนด์ควรเรียนรู้

เคสที่ 1: แบรนด์สกินแคร์เด็กจากไทย

สินค้าเล่าเรื่องวัตถุดิบไทยได้ดี แต่ยังไม่มีข้อมูลส่วนผสมและเอกสารทดสอบที่คู่ค้าต้องใช้ สุดท้ายได้ความสนใจในงาน แต่ยังปิดดีลต่อไม่ได้

เคสที่ 2: ผู้ประกอบการอยากหา OEM จีน

เจอผู้ผลิตหลายราย แต่ไม่ได้เตรียมสเปกสินค้า ทำให้ได้ใบเสนอราคาเปรียบเทียบไม่ได้ ต้องกลับมาเริ่มคุยใหม่หลังงาน

เคสที่ 3: ทีมไปดูงานครั้งแรก

จองทริปสั้นเกินไปและไม่ได้ศึกษาผังงานล่วงหน้า ทำให้เดินไม่ครบโซนสำคัญ โดยเฉพาะโซนซัพพลายเชนและแบรนด์นานาชาติ

เคสที่ 4: แบรนด์มีโอกาสเจรจาคู่ค้า

คู่ค้าขอเอกสารบริษัทและตัวอย่างฉลากภาษาจีน แต่ทีมไม่ได้เตรียมไว้ จึงเสียจังหวะในการ follow-up หลังงาน

9. แบรนด์ไทยควรวัดผลทริปดูงานจีนอย่างไร?

อย่าวัดผลแค่ว่า “ได้คุยกี่ราย” แต่ควรวัดว่าได้ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจจริงหรือไม่ เช่น คู่แข่งหลักคือใคร ราคาในตลาดอยู่ระดับไหน ช่องทางขายที่เหมาะคืออะไร ต้องปรับสินค้าอะไร และถ้าจะเข้าไปจริงต้องใช้งบประมาณหรือพาร์ตเนอร์แบบไหน

เลื่อนตารางซ้าย-ขวาได้บนมือถือ

สิ่งที่ต้องวัดหลังจบทริป คำถามที่ทีมควรตอบได้ ใช้ตัดสินใจเรื่องอะไร
คู่แข่ง แบรนด์จีนและต่างประเทศขายจุดไหน ราคาเท่าไร แพ็กเกจจิ้งแบบไหน ปรับ positioning และราคา
ช่องทางขาย ควรเริ่มจาก distributor, cross-border, retail หรือ social commerce เลือก go-to-market strategy
ข้อกำหนดสินค้า ต้องมีเอกสารรับรอง ฉลาก หรือมาตรฐานใดก่อนขายจริง วางแผน compliance และต้นทุน
คู่ค้า รายไหนน่าติดตาม รายไหนแค่เสนอราคาทั่วไป รายไหนมีศักยภาพระยะยาว ทำ pipeline หลังงาน
ความพร้อมของแบรนด์ สิ่งที่แบรนด์ต้องเสริมก่อนเข้าจีนคือสินค้า เอกสาร ราคา ภาษา หรือทีมขาย ตัดสินใจว่าจะไปต่อ เดินงานซ้ำ หรือออกบูธรอบถัดไป

10. แหล่งข้อมูลทางการที่ควรตรวจสอบก่อนเดินทางและวางแผนตลาด

หัวข้อนี้เกี่ยวข้องกับกำหนดการงานแสดงสินค้า ข้อมูลตลาด และเงื่อนไขเข้าเมืองจีน ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ ควรเช็กจากแหล่งทางการก่อนจองเดินทางหรือสรุปแผนธุรกิจทุกครั้ง

🔎 แหล่งข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบและควรเช็กซ้ำ:
  • CBME China Official Website — กำหนดการ สถานที่จัดงาน หมวดสินค้า และข้อมูลผู้เข้าร่วมงาน
  • About CBME China — รายละเอียดหมวดสินค้า ผู้เข้าชม และงานที่จัดร่วม
  • China Kids Fair Official Website — กำหนดการ งานสินค้าเด็ก ของเล่น รถเข็น คาร์ซีต และ OEM/ODM
  • National Bureau of Statistics of China — ข้อมูลประชากร ค้าปลีก และ e-commerce ปี 2025
  • Embassy of China in Thailand — เงื่อนไขยกเว้นวีซ่าคนไทยและขั้นตอนวีซ่าจีน

หากแผนเดินทางมีทั้งดูงาน เจรจาธุรกิจ ประชุมโรงงาน หรือพบคู่ค้าหลายเมือง ควรตรวจเงื่อนไข วีซ่าจีน และเอกสารประกอบให้ชัดก่อนเดินทาง โดยเฉพาะกรณีที่อยู่นานหรือมีกิจกรรมเกินกว่าการเดินทางระยะสั้นทั่วไป

⭐ ทำไมควรให้ Co Journey Visa ช่วยวางแผนทริปดูงานจีน?

  • ช่วยตรวจแผนเดินทางให้สัมพันธ์กับวันงาน — ลดความเสี่ยงจากการจองไฟลต์ โรงแรม หรือวันเดินทางที่ไม่สอดคล้องกับกำหนดการจริง
  • ช่วยดูเอกสารเข้าเมืองจีนรายเคส — โดยเฉพาะทีมที่เดินทางเพื่อดูงาน เจรจาธุรกิจ หรือพบคู่ค้าในหลายเมือง
  • ช่วยเตรียมเอกสารประกอบการเดินทาง — เช่น booking, แผนเดินทาง, เอกสารลงทะเบียนงาน และเอกสารบริษัทเบื้องต้น
  • ช่วยประเมินว่าควรเช็กวีซ่าหรือเงื่อนไขเพิ่มเติมไหม — ไม่สรุปแบบเหมารวม เพราะแต่ละเคสมีวัตถุประสงค์และระยะเวลาต่างกัน
  • คำแนะนำแบบรายเคส ไม่ใช่ข้อมูลทั่วไป — ทีม Co Journey Visa ช่วยดูเอกสารและแผนเดินทางตามสถานการณ์จริงของผู้เดินทาง

❓ คำถามที่ถามบ่อย (FAQ)

แบรนด์ไทยควรไปงานสินค้าแม่และเด็กในจีนงานไหนก่อน?
ถ้าต้องการดูภาพรวมสินค้าแม่ เด็ก และครอบครัวแบบกว้าง CBME China เป็นงานที่ควรศึกษา ส่วน China Kids Fair เหมาะกับแบรนด์ที่สนใจของเล่น รถเข็น คาร์ซีต สินค้าเด็ก และซัพพลายเออร์ OEM/ODM ควรเลือกตามหมวดสินค้า เป้าหมายคู่ค้า และงบประมาณเดินทาง
ตลาดแม่และเด็กจีนยังน่าสนใจไหมถ้าอัตราเกิดลดลง?
ยังน่าสนใจในเชิงคุณภาพและกำลังซื้อเฉพาะกลุ่ม แต่ไม่ควรมองว่าใหญ่แล้วขายง่ายทันที ครอบครัวจีนจำนวนมากให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ แบรนด์ ความน่าเชื่อถือ และช่องทางขายที่เหมาะสมมากขึ้น
ไปเดินงานสินค้าแม่และเด็กจีนต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
ควรเตรียมพาสปอร์ต เอกสารลงทะเบียนเข้าชมงาน หลักฐานที่พัก ตั๋วเดินทาง แผนเดินทาง นามบัตร โปรไฟล์บริษัท และเอกสารสินค้าเบื้องต้น หากมีการนัดเจรจาธุรกิจควรเตรียมเอกสารแนะนำบริษัทและตัวอย่างข้อมูลสินค้าเป็นภาษาอังกฤษหรือจีน
คนไทยไปจีนเพื่อดูงานแสดงสินค้าต้องขอวีซ่าจีนไหม?
ตามประกาศสถานทูตจีนในไทย ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาของไทยได้รับยกเว้นวีซ่าสำหรับการเข้าจีนแต่ละครั้งไม่เกิน 30 วัน และรวมไม่เกิน 90 วันในช่วง 180 วัน อย่างไรก็ตาม หากกิจกรรมเข้าข่ายที่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า หรืออยู่นานกว่าเงื่อนไข ควรตรวจสอบกับสถานทูตจีนหรือศูนย์รับคำร้องก่อนเดินทาง
แบรนด์ไทยควรออกบูธทันทีหรือไปเดินสำรวจก่อน?
หลายเคสควรเริ่มจากการไปเดินสำรวจ นัดพบคู่ค้า และเก็บข้อมูลตลาดก่อน โดยเฉพาะแบรนด์ที่ยังไม่รู้ราคาคู่แข่ง ช่องทางขายจีน กฎฉลาก หรือข้อกำหนดสินค้า การออกบูธเหมาะกว่าเมื่อมีเป้าหมายชัด มีเอกสารสินค้า และมีแผนติดตามหลังงาน
สินค้าแม่และเด็กจากไทยต้องระวังอะไรเป็นพิเศษก่อนเข้าจีน?
ต้องระวังเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ฉลากภาษา จีน กฎนำเข้า การกล่าวอ้างสรรพคุณ เอกสารรับรอง และข้อกำหนดเฉพาะหมวด เช่น อาหารเด็ก ของใช้สัมผัสผิว ของเล่น รถเข็น หรือคาร์ซีต ควรตรวจสอบกับหน่วยงานทางการและพาร์ตเนอร์นำเข้าก่อนตัดสินใจขายจริง

📌 สรุปสิ่งที่ต้องจำเกี่ยวกับงานสินค้าแม่และเด็กในจีน

  • จีนยังเป็นตลาดใหญ่ แต่ต้องอ่านตลาดเชิงคุณภาพ ไม่ใช่มองแค่จำนวนประชากร
  • CBME China และ China Kids Fair เป็นสองงานสำคัญที่แบรนด์ไทยควรศึกษา หากสนใจหมวดแม่ เด็ก ของเล่น และซัพพลายเชน
  • ทริปแรกควรเน้นสำรวจตลาด คู่แข่ง ช่องทางขาย และมาตรฐานสินค้า ก่อนตัดสินใจออกบูธ
  • สินค้าแม่และเด็กต้องระวังเรื่องความปลอดภัย ฉลาก เอกสารรับรอง และกฎนำเข้ามากกว่าสินค้าทั่วไป
  • ควรเตรียม company profile, product catalog, นามบัตร, แผนเดินทาง และเอกสารลงทะเบียนงานให้ครบ
  • ข้อมูลกำหนดการงานและเงื่อนไขเข้าเมืองจีนเปลี่ยนได้ ควรตรวจสอบจากเว็บไซต์ทางการก่อนเดินทางจริง
  • ถ้าไม่แน่ใจเรื่องเอกสารหรือเงื่อนไขเดินทาง สามารถให้ทีม Co Journey Visa ช่วยตรวจเป็นรายเคสก่อนได้

กำลังวางแผนไปดูงานสินค้าแม่และเด็กที่จีน?

Co Journey Visa ช่วยตรวจภาพรวมการเดินทาง เอกสารเข้าเมืองจีน แผนจองตั๋ว โรงแรม เอกสารลงทะเบียนงาน และความสอดคล้องของทริปธุรกิจให้รอบคอบขึ้นก่อนเดินทางจริง โดยไม่โอเวอร์เคลมหรือสรุปแทนหน่วยงานทางการ

📱 ปรึกษาฟรีทาง LINE: @cojourneyvisa
หรือโทร 080-841-2543 / 061-031-2188  |  cojourneyvisa@gmail.com